เดือน: พฤศจิกายน 2021

การสร้างรหัสพื้นฐานของระบบ

หากเราเปรียบข้อมูลของ องค์กร คือ กระแสเลือดในร่างกาย แล้ว รหัสพื้นฐานของระบบ สามารถเปรียบได้กับ โครงกระดูก ของร่างกายเลยทีเดียว สาเหตุเป็นเพราะหาก เรา Set Up ข้อมูลพื้นฐานผิดพลาดไป เช่นสร้างรหัสบัญชีจากรายได้ ไปอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย เวลาที่เราต้องการจะดูว่าธุรกิจเรากำไรขาดทุนเท่าไหร่ ผลก็คือจะขาดทุนตลอดเวลา หรือ หากเราสร้างรหัสสินค้า แบบไม่ถูกต้อง เช่นสร้างเสร็จแล้วทิ้งไปเรื่อยๆ นั่นก็หมายถึงวันนึงเราจะมีสินค้าเป็นล้านๆรายการทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมีแค่ไม่ถึง 1000 รายการ

 

ข้อมูลพื้นฐาน ผมขอเปรียบเสมือนกับ อะไหล่รถยนต์ รถยนต์คันไหน อะไหล่ยิ่งมาก ยิ่งดูแลลำบาก เพราะรายการอะไหล่ที่ต้องคอยเปลี่ยนมันเยอะและมันสัมพันธ์กันหมด เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะ Set รหัสที่มันมีเยอะจนเกินไป เพราะนอกจากจะดูและยากแล้ว ยังมีโอกาสหยิบผิดรหัสไปใช้งานได้เช่นเดียวกัน

 

สาเหตุที่องค์กรมีรหัสเยอะแยะมากมาย จากที่ผมเคยเจอมา จะเป็นเพราะ

 
  1. เจ้าหน้าที่คนเดิมตั้งไว้ โดยที่ตอนแรก ตั้งแค่ให้พอทำงานได้ แต่พอนานเข้าๆ การตั้งก็ตามใจฉันตั้งกันมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้ว พอเจ้าหน้าที่คนเดิมไม่อยู่ คนใหม่เลยทำอะไรไม่ถูกเพราะข้อมูลมันเยอะไปหมด
  2. การตั้งรหัส ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้แต่แรก โดยมากการตั้งรหัสเหล่านี้จะทำในโปรแกรมบัญชี ผู้ตั้งเวลาคิดอะไรไม่ออกก็จะใช้วิธี running number ไปเรื่อยๆ (วิธี Running Number เป็นวิธีที่ สร้างปัญหาในระยะยาวที่สุดในทุกๆวิธีของการตั้งรหัส)
  3. โปรแกรมบัญชีเดิม ไม่มีมาตรฐานการตั้ง (เน้นง่าย แต่สร้างปัญหาในระยะยาว) ทำให้ในระยะยาว การตั้งรหัสมั่วและ ซ้ำซ้อนได้ง่ายๆ

วิธีการตั้งรหัสที่ถูกต้อง

 

ทำได้ไม่ยาก ขอให้ทุกคนในบริษัทมาประชุมกันเรื่องมาตรฐานการตั้งรหัส ขอให้เน้นที่ทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกัน และ เป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นใช้ได้ หรือหากต้องการข้อแนะนำใดๆ ขอเชิญมาอบรมวิธีการ Setup ข้อมูลพื้นฐานและติดตั้งรหัสได้ที่ บริษัท AccCloud.tech ในเวลาทำการ ทางเราจะมีบุคลากรให้คำแนะนำการ set up ข้อมูลประจำอยู่ที่บริษัทอยู่แล้ว ***การอบรมไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

 

โปรแกรมบัญชี AccCloud.tech เป็นโปรแกรมที่เน้นด้านความถูกต้องเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องการติดตั้งข้อมูลพื้นฐานทางเราจึงต้องตรวจสอบให้รอบคอบเสียก่อน ก่อนที่จะขึ้นระบบ

ความแตกต่างระหว่างโปรแกรมบัญชี โปรแกรมบัญชีออนไลน์ และ โปรแกรม ERP

ผู้ประกอบการโดยทั่วไปหลังจากก่อตั้งธุรกิจมาสักพัก จะเริ่มต้นหาระบบที่ช่วยในการบริหารจัดการภายใน ซึี่่งโดยมากถ้าไม่ได้ใช้ระบบอะไรที่ซับซ้อนมากนักในตอนก่อตั้งกิจการ อาจจะใช้โปรแกรม Microsoft Office ในการจัดการภายในเช่น เอาไว้ออกบิลขาย เอาไว้ออกเอกสารภายในง่ายๆ แต่จะไม่ค่อยตอบสนองในกรณีที่มีข้อมูลจำนวนมากขึ้น เช่นออกบิลมากขึ้น คุมสต๊อกที่มากขึ้น ดังนั้นขั้นถัดไปผู้ประกอบการจะเริ่มต้นหาโปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ซึ่งอาจจะซื้อมาในราคาถูกๆตอนเริ่มต้นเพื่อให้เพียงพอกับการจัดเก็บเอกสารและลงบัญชีแบบง่ายๆ ทำแค่องค์กรเล็กๆ

 

แต่ในเวลาต่อมาเมื่อบริษัทมียอดขายที่มากขึ้น เริ่มมีรายการที่ซับซ้อนมากขึ้นต้องการควบคุมมากขึ้นและ ตัวเจ้าของเองไม่ค่อยมีเวลามาที่บริษัททุกวัน และต้องการข้อมูลที่ทันเวลามากยิ่งขึ้น การเลือกใช้โปรแกรมบัญชีที่เป็น Online จะมีความจำเป็นขึ้นมาทันที แต่อย่างไรก็ดี ปรแกรมบัญชีก็ยังไม่สามารถจะวางแผนต่างๆในองค์กรได้ เนื่องจากโปรแกรมบัญชี เป็นการเอาข้อมูลในอดีตมาบันทึกเพื่อออกรายงานเท่านั้น จะไม่ถึงการวางแผน เช่นด้านการผลิตสินค้าว่า เมื่อมี Order เข้ามาแล้ว จะต้องเตรียมวัตถุดิบอะไรจำนวนเท่าไหร่ วันไหนบ้าง การจะตอบโจทย์นี้ได้ ผู้ประกอบการจะต้องเปลี่ยนจากระบบมาเป็นระบบ ERP แทน ซึ่ง

ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning หรือแปลเป็นไทยว่า การบริหารทรัพยากรขององค์กร หมายถึง การวางแผนบริหารจัดการองค์กรให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยระบบ ERP จะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล และกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรนั้นให้สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นระบบเดียว

การดำเนินงานในองค์กรหนึ่งๆ จะมีระบบข้อมูลภายในที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ระบบงานทางด้านบัญชี(แผนก/ฝ่ายบัญชี) และการเงิน(แผนก/ฝ่ายการเงิน) ระบบงานทรัพยากร
บุคคล(แผนก/ฝ่ายบุคคล) ระบบการให้บริการบุคคลภายนอกองค์กร(แผนก/ฝ่ายพัสดุหรือการจัดซื้อจัดจ้าง) รวมไปถึง ระบบบริหาร/ติดตามประเมินผล(ผู้บริหารองค์กร) ซึ่งแต่ละแผนก/ฝ่าย จะมีกระบวนการทำงานที่ทำให้เกิดข้อมูลต่างๆ มากมาย ซึ่งจะมีการไหลข้อมูลส่งต่อจากฝ่ายหนึ่งไปยังฝ่ายหนึ่ง หรืออาจจบในฝ่ายนั้น ๆ ดังนั้นในองค์กรจะมีข้อมูลมากมายที่แตกต่างกันหรือเหมือนกัน ซึ่งอาจเกิดจากฝ่ายเดียวกันหรือต่างฝ่ายเสมอๆ

Enterprise Resource Planning คือ แนะนำการบริหารทรัพยากรขององค์กรด้วย ERP -  Good Material

จากที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อช่วยให้เกิดการบูรณาการข้อมูลขององค์กรจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกระบวนการทำงานที่ชัดเจน และ/หรือการควบคุมกระบวนการต่างๆนั้นด้วยซอฟต์แวร์เพื่อไม่ให้เกิดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ช่วยลดเวลาและขั้นตอนของการทำงาน ดังนั้น จึงทำให้เกิด ระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP ขึ้น เพื่อทำให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดของทรัพยากร/ข้อมูลที่มีอยู่ อีกทั้งผู้บริหารองค์กรสามารถรับรู้สถานการณ์และปัญหาของงานต่างๆได้ทันที ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยทั่วไปแล้วระบบในปัจจุบันราคานับว่าสูงมากๆ และการใช้งานต้อง implement นานกว่าจะใช้งานได้เต็มที่

โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP เป็นลูกผสมระหว่างโปรแกรมบัญชีออนไลน์ และ โปรแกรม ERP กล่าวคือ สามารถใช้คุณสมบัติทั้งทางด้านออนไลน์ของโปรแกรมบัญชีได้ และ สามารถใช้คุณสมบัติการวางแผนทรัพยากร ของระบบ ERP ได้พร้อมๆกัน

 
 

 

การนำระบบ AccCloud ERP ไปใช้ในภาคการผลิต

โดยธรรมชาติของระบบผลิตในภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่จำเป็นในอันดับต้นๆคือ การบริหารต้นทุน และ การวางแผนจัดการการผลิตให้สามารถผลิตสินค้าได้ทันเวลาและเสียหายน้อยที่สุด ดังนั้นระบบบริหารการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ นอกจากนั้น ระบบบริหารบัญชีการเงิน เป็นส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

ในระบบการทำงานของโรงงาน จะมีการผลิตอยู่ 2 แบบด้วยกันคือการ Made to Stock และ Made to Order โดยกระบวนการทำงานจะเป็นดังนี้

Workflow Enhancement via ERP | Download Scientific Diagram
 

หลังจากการรับ Order จากลูกค้า ฝ่ายขายเช็ค stock โดยหากในคลังมีสินค้าอยู่แล้วฝ่ายขายจะทำการจองสินค้าเพื่อขายแต่หากไม่มีของใน Stock ฝ่ายขายจะทำการแจ้งให้ฝ่ายผลิตไปทำการผลิตสินค้า จากนั้นฝ่ายผลิตจะทำการรวบรวม Order มาเพื่อทำการสั่งผลิต เช่นเดียวกับฝ่ายวางแผนวัตถุดิบว่าในปัจจุบันวัตถุดิบคงคลังเหลือเพียงพอผลิตหรือไม่ จะต้องสั่งซื้อกับ supplier มาเพิ่มจำนวนเท่าใด และ ฝ่ายวางแผนกำลังการผลิต จะต้องตรวจเช็คว่าเครื่องจักรสามารถรับกำลังการผลิตได้มากน้อยแค่ไหนในการผลิตให้ทันเวลา จากนั้นในขั้นตอนระหว่างการผลิตฝ่ายควบคุมคุณภาพจะต้องคอยตรวจสอบว่าจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อบันทึกเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการการผลิต จนกระทั่งผลิตเสร็จจึงรับเข้าสู่คลังสินค้าสำเร็จรูปรอการออกใบส่งไปให้กับลูกค้าอีกทีนึง

 

Workflow Automation with an ERP | OmegaCube Blog

 

 

ในระบบ ERP จะเริ่มจับกระบวนการตั้งแต่การเปิดรับ Order จากลูกค้าและนำไปเปิดใบแจ้งผลิตให้ฝ่ายผลิตเปิด Job งาน โดยที่จะต้องมีการ Set Up สินค้าสำเร็จรูปจะต้องมีสูตรการผลิต และ ต้องมีการกำหนดขั้นตอน พร้อมด้วยเครื่องจักรที่จะใช้ในการผลิตลงในระบบ จากนั้นทันทีที่มีการบันทึกรับ Order เข้ามาระบบจะทำการคำนวณหาสินค้าที่จะต้องสั่งซื้อมาใน Stock ให้อัตโนมัติ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อไปยัง Supplier จากนั้นฝ่ายผลิตจะทำการออกใบ Job Order หรือใบสั่งผลิต เพื่อเป็นตัวตั้งต้นการทำงาน และ ทำการเบิกวัตถุดิบเพื่อทำการผลิต ในระหว่างการผลิตระบบจะทำการเก็บข้อมูลสินค้าระหว่างผลิตในแต่ละกระบวนการว่า สินค้าที่ดีและเสียจำนวนเท่าไหร่ จนกระทั่งผลิตเสร็จ ในระบบจะทำการให้ฝ่ายคลังทำการบันทึกรับสินค้าสำเร็จรูปเพื่อเก็บเข้าสู่คลังสินค้าสำเร็จรูป พร้อมด้วยต้นทุนการผลิตเข้ามาในตัวสินค้า ก่อนจะนำไปส่งมอบ อย่างไรในกระบวนการการส่งมอบโดยปกติแล้วในโรงงานจะมีรถส่งของของตนเอง ดังนั้นในระบบ ERP จึงมีระบบการจัดรถขนส่งเพื่อให้ฝ่ายจัดรถระบุรถให้ไปส่งกับลูกค้าได้

 

โดยในระหว่างที่มีการออกบิลขายตัวระบบเก็บต้นทุนขายในแต่ละบิล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงกำไรขาดทุนเบื้องต้นต่อบิลได้ในทันที จากนั้นจะเป็นขั้นตอนในการวางบิลเก็บเงิน ออกใบเสร็จรับเงิน และ รับเงินเข้าระบบ ทั้งนี้ในระบบ ERP ประกอบด้วยส่วนงานบัญชี การเงิน ที่สามารถติดตามการรับชำระ ดูสถานบิลคงค้างที่ยังไม่ได้เก็บเงิน หรือ ดูว่าเช็คใบไหนที่ยังไม่ได้ขึ้นเงินบ้างได้

 

นอกเหนือจากนี้ในระบบ AccCloud.tech   ยังมีระบบเสริมการทำงานอีกหลายส่วนเช่น ระบบ Warehouse Online, Point Of Sale , Production Tracking ,PO Online และ อื่นๆ ที่เป็นตัวเสริมเพื่อช่วยในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ระบบ ERP ที่ดีในยุคปัจจุบันจะต้องจำเป็นที่จะต้อง On Cloud เนื่องจากเรากำลังอยู่ในยุค Thailand 4.0 ที่ทุกสิ่งอย่างจะต้องเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน(Connectivity) ทำงานแบบพร้อมๆกัน (Collaboration) และ สามารถติดตามการทำงานได้อย่างในปัจจุบัน(Real Time) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการที่ผู้บริหารสามารถทราบถึงผลการทำงานและสามารถตัดสินใจ เช่นจะรับหรือไม่รับงาน จะตั้งราคาขายเท่าไหร่ หรือ จะดูว่าสินค้าที่ผลิตไปแล้วดีหรือเสียมากน้อยแค่ไหน และแน่นอนในยุคปัจจุบันธุรกิจจะเน้นแข่งขันกันที่เทคโนโลยี และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป ดังนั้นในวันใดที่คู่แข่งหรือ คู่ค้าของเรามีเทคโนโลยีที่สูงกว่า นั่นหมายถึงเขาสามารถบริหารจัดการได้ด้วยเครื่องมือที่ประสิทธิภาพสูงกว่า หากเราปรับตัวไม่ทันนั่นย่อมหมายถึงในอนาคตตัวของเราอาจจะไม่สามารถอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว

 
 
 

 

 

 

การนำเอานวัตกรรมด้าน Cloud Computing มาใช้ในงานด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมในยุค Thailand 4.0

การนำเอานวัตกรรมด้าน Cloud Computing มาใช้ในงานด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมในยุค Thailand 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 - วิกิพีเดีย
 
 

ในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก การเข้าสู่ตลาดไม่ว่าจะเป็นในด้านใด สามารถทำได้ง่ายไร้ซึ่งข้อจำกัดหลายๆประการดังเช่นสมัยก่อน เนื่องจากความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีของบุคคลทำได้ง่ายขึ้น โมเดลในธุรกิจทุกวันนี้หลายๆกิจการจึงเปลี่ยนมาเป็นการทำให้น้อยแต่ได้ผลมาก และการนำนวัตกรรมมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมจะต้องถูกขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม  

 
 

 

ดังนั้นในด้านของระบบผลิตในภาคอุตสาหกรรม การนำระบบสาระสนเทศในการบริหารองค์กรบนระบบ Cloud (Cloud Based ERP ) จึงนับเป็นสิ่งที่จำเป็นในอันดับต้นๆในการปรับตัวขององค์กร เพื่อประโยชน์ในด้านการบริหารต้นทุน และ การวางแผนจัดการการผลิตให้สามารถผลิตสินค้าได้ทันเวลาและและดูคุณภาพของสินค้าได้ทันที และติดตามด้านการเงินการบัญชี ตลอดจนขั้นตอนในการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่นเดียวกัน ในระบบ Cloud Based ERP จะประกอบไปด้วยส่วนงาน การขาย(Sale) การจัดซื้อ(Purchase) การควบคุมคลังสินค้า (Inventory) การผลิต (Production) การเงินรับชำระและจ่ายชำระ (Financial- Receive/Payment) การบัญชีและภาษีอากร( Accounting @ Tax) โดยที่ระบบจะทำงานผสานกัน เช่น ฝ่ายขายอาจจะอยู่ที่บริษัทลูกค้าและทำการออกใบเสนอราคาจากนั้นทำการ Order จากลูกค้า ฝ่ายขายเช็ค stock โดยหากในคลังมีสินค้าอยู่แล้วฝ่ายขายจะทำการจองสินค้าเพื่อขายแต่หากไม่มีของใน Stock ฝ่ายขายจะทำการแจ้งให้ฝ่ายผลิตไปทำการผลิตสินค้า จากนั้นฝ่ายผลิตจะทำการรวบรวม Order มาเพื่อทำการสั่งผลิต เช่นเดียวกับฝ่ายวางแผนวัตถุดิบว่าในปัจจุบันวัตถุดิบคงคลังเหลือเพียงพอผลิตหรือไม่ จะต้องสั่งซื้อกับ supplier มาเพิ่มจำนวนเท่าใด และ ฝ่ายวางแผนกำลังการผลิต จะต้องตรวจเช็คว่าเครื่องจักรสามารถรับกำลังการผลิตได้มากน้อยแค่ไหนในการผลิตให้ทันเวลา จากนั้นในขั้นตอนระหว่างการผลิตฝ่ายควบคุมคุณภาพจะต้องคอยตรวจสอบว่าจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อบันทึกเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการการผลิต จนกระทั่งผลิตเสร็จจึงรับเข้าสู่คลังสินค้าสำเร็จรูปรอการออกใบส่งไปให้กับลูกค้าอีกทีนึง

 
 

 

 

ในระบบ ERP จะเริ่มจับกระบวนการตั้งแต่การเปิดรับ Order จากลูกค้าและนำไปเปิดใบแจ้งผลิตให้ฝ่ายผลิตเปิด Job งาน โดยที่จะต้องมีการ Set Up สินค้าสำเร็จรูปจะต้องมีสูตรการผลิต และ ต้องมีการกำหนดขั้นตอน พร้อมด้วยเครื่องจักรที่จะใช้ในการผลิตลงในระบบ จากนั้นทันทีที่มีการบันทึกรับ Order เข้ามาระบบจะทำการคำนวณหาสินค้าที่จะต้องสั่งซื้อมาใน Stock ให้อัตโนมัติ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อไปยัง Supplier จากนั้นฝ่ายผลิตจะทำการออกใบ Job Order หรือใบสั่งผลิต เพื่อเป็นตัวตั้งต้นการทำงาน และ ทำการเบิกวัตถุดิบเพื่อทำการผลิต ในระหว่างการผลิตระบบจะทำการเก็บข้อมูลสินค้าระหว่างผลิตในแต่ละกระบวนการว่า สินค้าที่ดีและเสียจำนวนเท่าไหร่ จนกระทั่งผลิตเสร็จ ในระบบจะทำการให้ฝ่ายคลังทำการบันทึกรับสินค้าสำเร็จรูปเพื่อเก็บเข้าสู่คลังสินค้าสำเร็จรูป พร้อมด้วยต้นทุนการผลิตเข้ามาในตัวสินค้า ก่อนจะนำไปส่งมอบ อย่างไรในกระบวนการการส่งมอบโดยปกติแล้วในโรงงานจะมีรถส่งของของตนเอง ดังนั้นในระบบ ERP จึงมีระบบการจัดรถขนส่งเพื่อให้ฝ่ายจัดรถระบุรถให้ไปส่งกับลูกค้าได้

 

โดยในระหว่างที่มีการออกบิลขายตัวระบบเก็บต้นทุนขายในแต่ละบิล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงกำไรขาดทุนเบื้องต้นต่อบิลได้ในทันที จากนั้นจะเป็นขั้นตอนในการวางบิลเก็บเงิน ออกใบเสร็จรับเงิน และ รับเงินเข้าระบบ ทั้งนี้ในระบบ ERP ประกอบด้วยส่วนงานบัญชี การเงิน ที่สามารถติดตามการรับชำระ ดูสถานบิลคงค้างที่ยังไม่ได้เก็บเงิน หรือ ดูว่าเช็คใบไหนที่ยังไม่ได้ขึ้นเงินบ้างได้

 

 

 

นอกเหนือจากนี้ในระบบ AccCloud  ยังมีระบบเสริมการทำงานอีกหลายส่วนเช่น ระบบ Warehouse Online, Point Of Sale , Production Tracking ,PO Online และ อื่นๆ ที่เป็นตัวเสริมเพื่อช่วยในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ระบบ ERP ที่ดีในยุคปัจจุบันจะต้องจำเป็นที่จะต้อง On Cloud เนื่องจากเรากำลังอยู่ในยุค Thailand 4.0 ที่ทุกสิ่งอย่างจะต้องเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน(Connectivity) ทำงานแบบพร้อมๆกัน (Collaboration) และ สามารถติดตามการทำงานได้อย่างในปัจจุบัน(Real Time) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการที่ผู้บริหารสามารถทราบถึงผลการทำงานและสามารถตัดสินใจ เช่นจะรับหรือไม่รับงาน จะตั้งราคาขายเท่าไหร่ หรือ จะดูว่าสินค้าที่ผลิตไปแล้วดีหรือเสียมากน้อยแค่ไหน และแน่นอนในยุคปัจจุบันธุรกิจจะเน้นแข่งขันกันที่เทคโนโลยี และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป ดังนั้นในวันใดที่คู่แข่งหรือ คู่ค้าของเรามีเทคโนโลยีที่สูงกว่า นั่นหมายถึงเขาสามารถบริหารจัดการได้ด้วยเครื่องมือที่ประสิทธิภาพสูงกว่า หากเราปรับตัวไม่ทันนั่นย่อมหมายถึงในอนาคตตัวของเราอาจจะไม่สามารถอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว

 

www.acccloud.tech

Business Intelligent คืออะไร

 
 

คำถามมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำว่าในปีที่ผ่านมา เราทำอะไรไปบ้าง กิจการเรามีผลดำเนินการอย่างไร และปีนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินงานในปีหน้าอย่างไร

 

ในองค์กรรูปแบบดั้งเดิม คำถามแบบนี้อาจจะได้คำตอบแต่อาจจะต้องรอไปเป็นเดือนๆ ให้ธุรการ มาสรุปข้อมูลของแผนกต่างๆให้เรา กว่าจะได้ครบบางแห่งก็กินเวลาไปเกือบ 3 เดือน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ทันและเราอาจจะสูญเสียโอกาสอะไรหลายๆอย่างไป นี่เป็นปกติ ขององค์กรที่ไม่สามารถตามเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลต่อผลประกอบการ และ โอกาสหลายๆอย่างที่ต้องสูญเสีย

 

 

Business Intelligent จะมาช่วยธุรกิจในปัญหาด้านนี้ โดย Business Intelligent จะมี 2 คุณลักษณะด้วยกันคือ

 

1. นำเอาข้อมูลเดิมมาวิเคราะห์แบบ Pivot ได้หลากหลาย Dimension เช่น เราอยากทราบ ยอดขายของพนักงานขายแยกตามกลุ่มสินค้าและช่วงเวลาวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ในไตรมาสที่แตกต่างกัน หรือ ตามสาขาๆต่างกัน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ จะเรียกรายงานสรุปมาดูแบบพื้นๆ เพราะข้อมูลต้องถูกการประมวลผลอย่างละเอียดและ ต้องผ่าน DataWarehouse ไว้ระดับนึงแล้ว

 

2. จากข้อมูลข้อ 1 เอามาทำนายผลในอนาคต เช่นเมื่อลด พนักงานขายในเขตนี้ไปเพิ่มอีกเขต(สาขา) แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เป็นต้น

 
 
 

จากข้อ1 และ ข้อ2 ล้วนเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของการนำเอาข้อมูลไปช่วยในการตัดสินใจของเจ้าของกิจการได้เป็นอย่างดี เช่น ตัดสินใจว่า จะลงทุนเพิ่มที่สินค้ารายการไหน จะหยุดสั่งซื้อสินค้าประเภทใดมาจำหน่าย หรือ ในช่วงเวลาใดเหมาะกบการทำ โปรโมชั่นมากที่สุด

 

 

 

โปรแกรมบัญชี AccCloud  เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ โปรแกรมเดียวที่มีคุณสมบัตินี้ให้ใช้ฟรีโดยไม่คิดมูลค่าเพิ่มเติมจากระบบเดิม โดยระบบจะ ทำ Warehouse จัดเตรียมข้อมูลให้กับเจ้าของกิจการเรียกดูได้ตลอดเวลา

 

Application Programming Interface (API)

 
API คืออะไร ใช้ทำอะไร เป็น Applications Program Interface - Saixiii

เมื่อถึงจุดนึงที่ธุรกิจมีการขยายตัวออกไป โดยธรรมชาติแล้ว ระบบเดิมจะไม่รองรับ เพราะธรรมชาติของการใช้งานระบบหรือโปรแกรมจะเหมือนกับการใส่เสื้อที่พอตัว พอวันนึงตัวเราใหญ่ขึ้น เสื้อก็จะไม่รองรับเช่นกัน

 

มีอยู่ 2 แนวทาง 1 คือการเปลี่ยนไประบบใหม่ทั้งหมดเลย ซึ่งข้อดีคือ ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันทั้งหมดอยู่แล้ว ไดใช้ Function ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเติบโตในอนาคต และเหมาะกับเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสียคือผู้ใช้งานต้องมาเริ่มต้นใหม่ และ ผู้ใช้งานยเดิมจะไม่อยากจะเปลี่ยนเนื่องจาก ผู้ใช้งานจะชินกับของเดิมๆไปแล้ว นอกจากนั้นข้อมูลของเดิมมีจำนวนมาก จึงยากแก่การขึ้นระบบใหม่ และต้องลงทุนสูง

 

จึงเป็นที่มาของการเชื่อมระบบเก่าเข้าไปยังระบบใหม่

 

ในสมัยก่อน การเชื่อมระบบจะทำไม่ได้เลย หรือ ทำได้แต่ยากและซับซ้อนมากๆ เพราะโปรแกรมต่างคนต่างคุยกันคนละภาษา แต่ในปัจจุบันได้มีภาษากลางในการคุยกันของโปรแกรมเกิดขึ้นหรือที่เราเรียกกันว่า Web Service

ด้วยเทคโนโลยีนี้ การเชื่อมระบจึงสามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่โปรแกรมที่จะมีเทคโนโลยีตัวนี้ จะต้องพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ ต้องเชื่อมต่อกับ Internet ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

โปรแกรมบัญชี AccCloud.tech จึงมาพร้อมเทคโนโลยีการเชื่อมระบบนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในแง่ของการทำงานร่วมกันระหว่างโปรแกรมหลายๆโปรแกรมในองค์การให้สามารถเชื่อมโยงพูดคุยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

สนใจติดต่อ www.acccloud.tech

ความแตกต่างระหว่างโปรแกรมบัญชี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

hero-online-accounting-certifications

ในการจัดทำบัญชีจะมาจากเอกสารหลักฐานการรับจ่ายที่แท้จริงขององค์กรที่เกิดขึ้นแล้วนำมาบันทึกลงในโปรแกรม ดังนั้นข้อมูลบัญชีจึงเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากสถานะการณ์จริงไปได้สักระยะนึงไปแล้ว ดังนั้น ในปัจจุบันโปรแกรมบัญชีจึงต้อง พยายามทำระบบให้สอดคล้องกับการทำงานมากขึ้น องค์กรยิ่งมีความซับซ้อนมีการควบคุม มากเท่าไหร่ โปรแกรมบัญชียิ่งต้องมีความสอดคล้องกับการทำงานให้มากขึ้น

โปรแกรมบัญชีคืออะไร

คำว่า โปรแกรมบัญชี คิดว่าทุกคนคงรู้จักกันดี เพราะมีมาแล้วกว่า 30-40 ปี โดยโปรแกรมบัญชีมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้องค์กรทราบถึงกำไรขาดทุนของกิจการ และ สามารถที่จะทราบถึงสถานะการเงินได้ โปรแกรมบัญชีในปัจจุบัน จึงแบ่งออกเป็นโปรแกรมขนาดเล็กๆ เพื่อใช้กับธุรกิจเพิ่งก่อนตั้งไม่มีความซับซ้อน และ ธุรกิจที่ก่อตั้งมาได้ระยะนึงแล้ว มีความซับซ้อนมากขึ้น

โปรแกรมบัญชีออนไลน์คืออะไร

โปรแกรมบัญชี Online คือโปรแกรมบัญชีที่มีการเติบโตต่อจากโปรแกรมบัญชีแบบดั้งเดิม (ที่สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ในระดับนึง) แต่เมื่อธุรกิจในปัจจุบันมีการขยายสาขา มีการทำงานจากภายนอกโดยใช้ Internet เข้ามาช่วย นั่นเป็นประโยชน์ของโปรแกรมบัญชีที่เป็น Online จะสามารถช่วยตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ของธุรกิจได้ นอกจากนั้นประโยชน์ในทางอ้อมคือ ช่วยในการทราข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการบริหารได้อย่างทันเวลา

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ดีกว่าโปรแกรมบัญชีทั่วไปอย่างไร

  • ความยืดหยุ่นและความสะดวก โปรแกรมบัญชีออนไลน์สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ตจากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งหมายความว่าธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งทำให้พนักงานสามารถบันทึกข้อมูลบัญชีได้จากทุกที่
  • ความคุ้มค่า โปรแกรมบัญชีออนไลน์โดยทั่วไปมีราคาไม่แพงกว่าโปรแกรมบัญชีทั่วไป เนื่องจากไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์หรือติดตั้งฮาร์ดแวร์ ธุรกิจจึงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นและดำเนินการได้
  • ความปลอดภัย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ส่วนใหญ่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลบัญชีของธุรกิจจากแฮกเกอร์และภัยคุกคามอื่นๆ
  • การอัปเดตอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์มักมีการอัปเดตอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงฟีเจอร์และฟังก์ชันล่าสุดได้เสมอ

แนะนำโปรแกรมบัญชีออนไลน์ Acccloud ที่เหมาะกับธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่

โปรแกรมบัญชี AccCloud.tech เป็นโปรแกรมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากเดิมในชื่อ STRAccountOnline ซึ่งเป็นโปรแกรมบัญชีที่เป็น Online เจ้าแรกในตลาดเมืองไทย ได้มีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมาโดยตลอด จนถึงจุดที่เรามั่นใจว่ามีควาสมบูรณ์ระดับสูงที่สุด จึงได้ปล่อยใน Version ใหม่ ภายใต้ Code Name AccCloud  (ซึ่งลูกค้าเดิมที่ใช้ระบบของเรามีอยู่แล้วประมาณ 500 กว่ารายเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของเรา)

บทความที่เกี่ยวข้อง

นวัตกรรมการทำบัญชีแบบใหม่ สำหรับสำนักงานบัญชี

 
 

นักบัญชีหลายๆคนอาจจะชินกับการทำบัญชีแบบซ้ำไปซ้ำมา คือ รับลังเอกสารมาจากลูกค้า แล้วเอามาบันทึกใหม่อีกรอบโดยโปรแกรมบัญชี หรือ ไม่ก็ Excel ซึ่งนับว่าเสียเวลาและ เสียสายตาเป็นอย่างมาก ในการบันทึกเอกสารเป็นลังๆ เพื่อสรุปภาษีซื้อ ภาษีขาย และ ทำบัญชีปรับ Journal และอื่นๆ

ซึ่งในแต่ละบริษัท บางบริษัททำรายการออกเอกสารด้วยมือ บางแห่งทำด้วยเครื่อง ซึ่งมากมายหลายรูปแบบ และในแต่ละวันเอกสารมีจำนวนมากมายมหาศาลเช่นร้านค้าปลีก ซึ่งออกบิลในแต่ละวันร่วมร้อยใบ รายการบิลเหล่านี้สุดท้ายจะต้องส่งมายังสำนักงานบัญชีเพื่อบันทึกใหม่ และส่งภาษี

ด้วยเหตุนี้การทำบัญชีจึงดูแล้วเป็นงานที่ซ้ำซ้อนและการแก้ปัญหาก็ไม่ตรงจุดสักที (คือต่อให้หน้าร้านออกเอกสารจากโปรแกรมบัญชีแล้ว ทางสำนักงานก็ยังต้องเอาเอกสารเหล่านั้นมาบันทึกใหม่ หรือ ถ้า Copy ฐานข้อมูลมา ทางสำนักงานก็ยังต้องไปซื้อโปรแกรมที่ลูกค้าใช้มาติดตั้ง ซึ่งต้นทุนในการทำบัญชียิ่งสูงขึ้นไปอีก และ ต้องมีเครื่องจำนวนมากเพื่อรองรับ

โปรแกรมสารพัดโปรแกรมที่ลูกค้าใช้ ) นอกจากนั้น กว่าที่เจ้าของกิจการจะรู้สถานะการเงินของตนเอง ก็ต้องรอไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน หรือไม่ก็เดือนนึง

ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากการการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ใช้เทคโนโลยีโปรแกรมบัญชีแบบเดิมๆ ปัญหาจึงเกิดขึ้นแบบเดิมๆ ผลคือ ในปัจจุบัน ในสำนักงานจึงพบว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ มาทำบัญชีเป็นอาชีพกันลดลง เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน (บันทึกโปรแกรมบัญชี) ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือปัญหาจากเทคโนโลยีเสียส่วนมาก

 

 

วิธีและแนวทางการแก้ปัญหา

 

เปลี่ยนเทคโนโลยีครับ ไปใช้โปรแกรมบัญชีบนระบบ Cloud ที่เชื่อถือได้ โดยให้ลูกค้าเป็นผู้บันทึกข้อมูลขายหรือเปิดบิลขาย เปิดใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารใบสั่งซื้อ ใบรับของ ต่างๆ จากหน้าร้าน ส่วนทางสำนักงานบัญชีเปลี่ยนบทบาทเป็น Setup โปรแกรมบัญชี ให้ลูกค้าบันทึกเอกสารตามที่เราวางเอาไว้ได้ และทำหน้าที่แค่การตรวจสอบเอกสารเท่านั้น

 

 

 

เป็นการแก้ปัญหาที่สาเหตุอย่างแท้จริง ไม่ต้องจ้างพนักงานจำนวนมาก เพื่อบันทึกเอกสาร ไม่ต้องเสี่ยงต่อการที่พนักงานลาออกกลางคัน เมื่อพนักงานใช้ไม่มาก ก็สามารถเพิ่มเงินเดือนคนที่มีอยู่ให้สูงได้ และเข้าเหล่านั้นเมื่อเงินเดือนสูง ก็ไม่คิดจะลาออก จึงเกิดความต่อเนื่องของงานได้มากกว่า โดยให้พนักงานบัญชีทำงานในทักษะที่สูงขึ้นในด้านการวางระบบได้

 

ผลการเปลี่ยนวิธีการทำงาน

 

จากที่ทางบริษัท AccCloud  ผู้พัฒนาโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud เจ้าแรกในประเทศไทย ได้ทำการทดสอบโดยให้สำนักงานบัญชีใช้โปรแกรมนี้กับลูกค้าสำนักงานบัญชีแล้ว พบว่า ลดการทำงานลงได้ 50%-70% จริงๆ เนื่องจากภาระการออกเอกสารย้ายไปอยู่ในฝั่งของลูกค้า โดยสำนักงานจะทำหน้าที่ในช่วงแรกคือการ Set ระบบการทำงานการออกเอกสารให้ลูกค้าบันทึกตามต้นแบบ และ จากนั้นสำนักงานจะเป็นฝ่ายตรวจสอบแทน โดยคร่าวๆ ซึ่งทางบริษัทลูกค้าก็ไม่ต้องจ่ายค่า Software ระบบ

โปรแกรมบัญชีสำหรับธุรกิจบริการ

จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ในปี 2019 ที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าของธุรกิจภาคบริการเพิ่มขึ้นกว่า 60% ของ GDP ประเทศไทย ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งพัฒนาการค้าภาคบริการ (Trade in Services) ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นลำดับนอกเหนือจากการค้าสินค้าทั่วไป ในปีนี้และปีถัดๆไป

 

งานบัญชีของการบริการนับเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ผู้ประกอบการภาคบริการ จะกำไรหรือขาดทุนจะขึ้นกับต้นทุนการดำเนินงานในแต่ละงาน

 

โดยมากแล้วในงานบริการ ผู้ประกอบการมักจะให้ความสำคัญกับต้นทุนของแต่ละโครงการ เช่นค่าใช้จ่ายระหว่างงาน ค่าแรง ค่าโสหุ้ยต่างๆ ส่วนรายได้จะมาจาก รายรับจากการบริการที่เราได้ดำเนินการไป

 

กระบวนการของงานบริการจะไม่ซับซ้อนเท่ากับกระบวนการผลิต เนื่องจากไม่มีปัจจัยเรื่องต้นทุนการผลิต การคำนวณหาจุดสั่งซื้อ การวางแผนการผลิตต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะยุ่งยากในเรื่องของการจัดการต้นทุนต่องาน การปันส่วนต้นทุนในแต่ละงาน การวางแผนการดำเนินงาน แทน

 

โปรแกรมบัญชีที่เหมาะสำหรับธุรกิจบริการจะต้องสามารถควบคุมต้นทุนโครงการได้ ในหลายมิติและ ต้องทราบถึงกำไรขาดทุนในเวลานั้นๆได้ในทันที เพื่อ ผู้บริการสามารถตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อ หรือ หยุด หรือ ปรับราคาต่างๆได้ อย่างถูกต้อง ระบบบัญชีืที่สมบูรณ์และสามารถลงลึกได้ในรายละเอียดจึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญในการตอบโจทย์เหล่านี้

 

โปรแกรมบัญชี AccCloud ได้มีการนำมาใช้ในธุรกิจบริการแล้วจำนวนมาก และได้มีการปรับปรุงความสามารถต่างๆให้สามารถตอบโจทย์งานบริการได้หลากหลาย จึงเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

สนใจติดต่อได้ที่: www.acccloud.tech

 

 

 
 
 
 

 

ต้นทุนระหว่างการผลิต คืออะไรและมีอะไรบ้าง??

ต้นทุนระหว่างการผลิต หมายถึง วัตถุดิบ ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิต ที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย หรือ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป เช่น การผลิต ขวดพลาสติก ที่ยังไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ หรือ การผลิตขนมปังที่ยังไม่ไม่ได้บรรจุแพ็คเป็นต้น โดยมากงานระหว่างทำ จะอยู่ใน สายการผลิตซึ่งต้องรอระยะเวลาการผลิตให้แล้วเสร็จ

 

เราสามารถแบ่งต้นทุนของวัตถุดิบหรือ วัสดุตามลักษณะของกระบวนการและการควบคุมได้ดังนี้

 
1.วัตถุดิบที่ต้องใช้
 

วัตถุดิบเป็นวัสดุทางตรงที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตเป็นอย่างมาก การควบคุมต้องเน้นทุกกระบวนการ เช่น กระบวนการสั่งซื้อต้องมีการประมาณการที่แม่นยำจากฝ่ายขาย การเก็บวัตถุดิบที่มากเกินไปทำให้เกิดต้นทุนจมที่ไม่เอื้อต่อการผลิต

 
2.งานระหว่างทำ (Work In Process : WIP)
 

งานระหว่างทำหรือ WIP เป็นงานอยู่ในระหว่างกระบวนการที่ยังผลิตไม่เสร็จ เกิดเป็นค่ารักษา, ค่าเสียโอกาส อันเนื่องมาจากการวางแผนและการควบคุมกระบวนการที่ขาดประสิทธิภาพ หรือไม่ทราบถึงข้อมูลที่แท้จริง ก็จะเกิดงานคงค้างในกระบวนการผลิตที่ยังไม่สามารถทำให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้ หากต้นทุนในส่วนนี้ยิ่งมาก ความเสี่ยงต่อการสูญเสียก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย.

 
3.ชิ้นส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Semi Product/Part and Finish Goods)
 

ชิ้นงานเมื่อถูกผลิตเสร็จก็จะถูกส่งเข้าไปเก็บยังคลังสินค้าในกรณีที่ยังเป็นชิ้นส่วนอยู่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป(Semi Product) และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป(Finish Goods). หากเราผลิตมากเกินไปจะมีผลเสียคือ จำนวนสินค้าตงค้างมีมากและมีโอกาสเสียหาย และยังต้องเสียค่าบำรุงรักษามากตามไปด้วย แต่หากน้อยเกินไปจะสูญเสียโอกาสทางการขาย

 

 

ดังนั้นในความสำคัญของการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตจึงจำเป็นมาก ในทุกประเภทธุรกิจผลิต ซึ่งการจะได้ถึงข้อมูลที่แม่นยำต่อการบริหารจัดการเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ระบบที่มีความเชื่อถือได้ และตอบโจทย์ต่อการใช้งานในประเภทธุรกิจนั้นๆด้วย

 
โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมบัญชีที่ออกแบบมาเพื่องานด้านการผลิตโดยเฉพาะและสามารถช่วยเจ้าของกิจการในการควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างแท้จริง

Education Template

Scroll to Top