Acccloud โปรแกรมบัญชี

ข้อดีของการเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับ Shopee Lazada

การตลาดออนไลน์บน Marketplace ได้กลายเป็นเส้นทางที่สำคัญในการขายสินค้าและบริการในยุคปัจจุบัน กับการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee และ Lazada กับโปรแกรมบัญชี มีประโยชน์มากมายที่น่าสนใจทั้งสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และเล็ก นี้คือข้อดีหลักๆ ที่ผู้ประกอบการสามารถเพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่อ

ประโยชน์ของการเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับ Shopee และ Lazada

1. ความสะดวกในการบันทึกข้อมูล การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับโปรแกรม Shopee หรือ Lazada จะช่วยลดภาระการบันทึกข้อมูลที่ต้องทำด้วยมือ เนื่องจากข้อมูลการขายและการเงินจะถูกส่งอัตโนมัติไปยังระบบบัญชี ทำให้ลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาในกระบวนการบัญชี

2. การจัดการสต็อกอัตโนมัติ การเชื่อมต่อระหว่างแพลตฟอร์ม Marketplace และโปรแกรมบัญชีช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามสต็อกสินค้าได้อย่างอัตโนมัติ และถจัดการสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การบริหารจัดการบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างรวดเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจสอบใบกำกับภาษีและการจัดทำรายงานการเงิน

4. ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะการทำงานด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม Shopee หรือและโปรแกรมบัญชีช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ ทำให้มั่นใจได้ในความถูกต้องและข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก

5. การวางแผนการเติบโต โปรแกรมบัญชีช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการขายและการเงินได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การตรวจสอบรายได้จากแต่ละแพลตฟอร์ม และปรับแผนการขายหรือการจัดการการเงินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับโปรแกรม Shopee และ Lazada เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพในตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งยังอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการทำงาน และป้องกันข้อผิดพลาด ได้เป็นอย่างดี

โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเหมาะกับโปรแกรม Shopee Lazada เป็นโปรแกรมระดับ ERP แต่ราคาระดับโปรแกรมบัญชีทั่วไป เหมาะกับองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ ร้านค้าออนไลน์ และแบบฟอร์มเอกสารสำหรับยื่นสรรพากรที่เพรียบพร้อม เลือกเข้าชมบริการเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมบัญชี AccCloud

บัญชีหลังบ้าน Shopee สามารถเชื่อมเข้าระบบโปรแกรมบัญชีได้ไหม

เป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์ในยุคนี้ ย่อมต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสต็อกสินค้า การจัดการออเดอร์ หรือแม้แต่การติดตามรายรับ-รายจ่าย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานหลังบ้านที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ความสามารถของบัญชีหลังบ้าน Shopee

บัญชีหลังบ้าน Shopee เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการข้อมูลการขาย รายรับ-รายจ่าย และการชำระเงินได้อย่างครบถ้วน โดยมีฟังก์ชันหลักๆ ดังนี้

  • ติดตามสถานะคำสั่งซื้อและการชำระเงิน
  • ตรวจสอบรายการรายรับ-รายจ่ายประจำวัน
  • ดาวน์โหลดรายงานการขายและการเงินในรูปแบบ Excel
  • ตั้งค่าการชำระเงินและการจัดส่งสินค้า

แต่เมื่อพูดถึงการจัดการบัญชีและการเงิน คุณอาจสงสัยว่า โปรแกรมบัญชี Shopee สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบโปรแกรมบัญชี ได้หรือไม่ คำตอบคือ “ได้” 

ประโยชน์ของการเชื่อมต่อบัญชีหลังบ้าน Shopee เข้ากับโปรแกรมบัญชี

1. ความสะดวกในการติดตามข้อมูลทางการเงิน 

การเชื่อมต่อบัญชีหลังบ้าน Shopee เข้ากับโปรแกรมบัญชี ช่วยให้คุณสามารถรวบรวมข้อมูลการขาย รายรับ-รายจ่าย และสถานะทางการเงินของธุรกิจเข้าไว้ในระบบเดียวกัน ทำให้การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

2. การบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่มีประสิทธิภาพ 

เมื่อข้อมูลการขายจาก Shopee ถูกบันทึกอัตโนมัติลงในโปรแกรมบัญชี คุณจะสามารถติดตามยอดขายและสต็อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การสั่งซื้อสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสม ลดปัญหาสินค้าขาดมือหรือล้นสต็อก

3. การจัดทำรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น 

ข้อมูลการขายและการเงินที่ถูกรวบรวมในโปรแกรมบัญชี จะช่วยให้คุณสามารถจัดทำรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างละเอียดและแม่นยำ เพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจและวางแผนธุรกิจต่อไป

วิธีการเชื่อมต่อบัญชีหลังบ้าน Shopee เข้ากับโปรแกรมบัญชี AccCloud

1. เข้าสู่ระบบ AccCloud

2. เลือกเมนู > Extension > eCommerce Platform

3. เลือกเมนู Shopee > จัดการร้านค้า > เพิ่มร้านค้า แล้วเข้ารหัสหลังบ้านของ Shopee ได้เลย

หรือจะเชื่อมต่อบัญชีหลังบ้าน Shopee ก่อนเชื่อมกับโปรแกรมบัญชี AccCloud ก้ได้เช่นกัน โดยคุณสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

  • เข้าสู่ระบบ Shopee Seller Center และไปที่เมนู “บัญชีหลังบ้าน”
  • เลือก “เชื่อมต่อกับโปรแกรมบัญชี” และเลือกโปรแกรมบัญชีที่คุณใช้งานอยู่
  • ทำตามขั้นตอนการเชื่อมต่อที่แสดงบนหน้าจอ โดยทั่วไปจะต้องใส่ข้อมูลการเชื่อมต่อ เช่น URL, API Key หรือ Token
  • หลังจากเชื่อมต่อสำเร็จ ข้อมูลการขายจาก Shopee จะถูกส่งไปยังโปรแกรมบัญชี AccCloud โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม หากต้องการความสะดวกและประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ขายอาจพิจารณาใช้โปรแกรมบัญชีที่มีการเชื่อมต่อกับ Shopee โดยตรง เช่น AccCloud ซึ่งสามารถซิงค์ข้อมูลการขายและการเงินจาก Shopee เข้าสู่ระบบบัญชีได้อย่างอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการบัญชีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ดังนั้น โปรแกรมบัญชี Shopee เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการข้อมูลการขายและการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบโปรแกรมบัญชีต่างๆ ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้ากันได้ของโปรแกรมบัญชีที่ใช้งานอยู่ ดังนั้น ผู้ขายที่ต้องการความสะดวกและความแม่นยำสูงสุด อาจพิจารณาใช้โปรแกรมบัญชีที่มีการเชื่อมต่อกับ Shopee โดยตรง เพื่อให้การจัดการบัญชีเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

หากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเชื่อมต่อบัญชีหลังบ้าน Shopee เข้ากับโปรแกรมบัญชี คุณสามารถเข้าชมเว็บไซต์ AccCloud.tech ได้ที่นี่

มี Flow การทำงานผลิตที่ดี ช่วยให้ธุรกิจคุณเดินหน้าต่อได้มากกว่าที่คิด

ในโลกธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน การมีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ และมีต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Flow การทำงานผลิตที่ดีมีลักษณะอย่างไร

Flow การทำงานผลิตที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

มีการวางแผนการผลิตที่ดี

การวางแผนการผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของลูกค้า โดยการวางแผนการผลิตที่ดีจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ความต้องการของลูกค้า กำลังการผลิตของธุรกิจ และต้นทุนการผลิต

มีการจัดการวัตถุดิบและสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการวัตถุดิบและสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้ โดยการจัดการวัตถุดิบและสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณความต้องการของวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง ระยะเวลาในการจัดส่ง และต้นทุนการจัดเก็บ

มีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ การตรวจสอบคุณภาพระหว่างกระบวนการผลิต และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าหรือบริการสำเร็จรูป

มีการจัดการกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้ โดยการจัดการกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ทักษะและความสามารถของพนักงาน การจัดสรรงาน และการฝึกอบรมพนักงาน

มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนการผลิตได้ โดยเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทธุรกิจ ขนาดธุรกิจ และงบประมาณ

ประโยชน์ของการมี Flow การทำงานผลิตที่ดี

การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณได้รับประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น

เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ลดต้นทุนการผลิต

การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ โดยการลดต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง การลดต้นทุนการควบคุมคุณภาพ และการลดต้นทุนการจัดการกำลังคน

เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ โดยการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูงและมีต้นทุนต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้นและเพิ่มยอดขายได้

เพิ่มผลกำไร

การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถเพิ่มผลกำไรได้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

Flow การทำงานงานผลิตของ AccCloud

ด้านการคลังและจัดส่งมี Flow การทำงานงานผลิตดังนี้

1. Sale Leads

  • CRM
  • Lead Tracking

2. Sale Order

  • Convert to Job Order

3. Job Order

  • BOM
  • Routing

4. ใบขอเบิกเพื่อผลิต

  • Job BOM

5. ใบจัดเตรียมวัตถุดิบ

  • สรุปรายการในใบขอเบิก

6. ใบเบิกวัตถุดิบ

  • Job BOM
  • ใบขอเบิกเพื่อผลิต

7. Production Tracking

  • Routing
  • Job Order

8. ใบขอส่งผลผลิต

  • Job BOM
  • ใบเบิกเพื่อผลิต

9. ใบรับสินค้าจากการผลิต

  • Job BOM
  • ใบเบิกเพื่อผลิต

การมี Flow การทำงานผลิตที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจทุกประเภทในปัจจุบัน โดยการมี Flow การทำงานผลิตที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ และมีต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Google Trends คืออะไร และมีประโยชน์ต่อธุรกิจเราอย่างไร

โลกเราในปัจจุบันหมุนไปเร็วมาก และเราก็อยากตามทันเทรนด์โลกปัจจุบันบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องตามยังไงให้ทัน วันนี้เรามีเครื่องมือ Google ที่จะมาช่วยให้คุณตามทันทุกเทรนด์ทั้งในและต่างประเทศแล้ว และเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่ายมากๆ นั่นก็คือ Google Trends แล้วมันคืออะไร ทำอะไรได้บ้างสำหรับการทำการตลาด

Google Trends คืออะไร?

Google Trends คือ เครื่องที่ช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มการค้นหาคำต่างๆ ผ่าน Google Search Engine กล่าวคือทุกครั้งที่เราทำการดำค้นอะไรก็ตาม Googleจะจดจำที่เราพิมพ์เข้าไป และ จะประมวลผลเอามาแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละ keyword มีการค้นหามากน้อยแค่ไหน โดยข้อมูลจะแสดงเป็นเส้นกราฟเส้นดังรูป

 

ตัวย่างการใช้งาน Google Trends
การเปรียบเทียบระหว่าง Samsung + iPhone + OPPO + XIAOMI

จากรายงานการเปรียบเทียบของ Google Trends ทั้ง 4 keyword จะสังเกตได้ว่า คำค้นหาว่า iPhone มีการค้นหาในปริมาณที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับใน keyword อื่นๆ นอกจากแผนภูมิแท่งและกราฟเชิงเส้นแล้วยังมีรายงานข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมของแต่ละ keyword ไว้ใช้สำหรับการประเมินวัดผลได้

รูปภาพ : อัตราการค้นหาของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย

รูปภาพ : อัตราการค้นหา Samsung ของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยและคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

รูปภาพ : อัตราการค้นหา iPhone ของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยและคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

รูปภาพ : อัตราการค้นหา OPPO ของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยและคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

รูปภาพ : อัตราการค้นหา XIAOMI ของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยและคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นหากเราต้องการวิเคราะห์ keyword ใด ก็สามารถใช้เครื่องมือนี้ช่วยได้ทันที ประโยชน์ที่เห็นๆคือ การช่วยวิเคราะห์ด้านการตลาด ที่ข้อมูลอ้างอิงได้จริง และนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายทาง

วิธีการใช้ประโยชน์จาก Google Trends

โปรแกรมบัญชี AccCloud
Google Trends นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการทำการตลาด ทั้งในเรื่องของเทรนในการทำคอนเทนต์ หรือแม้แต่การเปรียบเทียบจำนวนการค้นหาหรือโอกาสทางการตลาด เช่น
 
  1. นำมาช่วยวัด Rating ของสินค้าของเราจะจัดจำหน่าย เช่น เสื้อสีฟ้า เสื้อสีม่วง เสื้อสีเหลือง เราเพียงแค่พิมพ์ keyword เหล่านี้เข้าไป เราจะทราบถึง Trend ของคนที่ค้นหานี้
  2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกันในเรื่อง Branding เช่นเปรียบเทียบว่า AIS, DTAC หรือ TRUE ใครมีการถูกค้นหามากไปกว่ากัน
  3. นำมาหาโอกาสทางการตลาด เช่น เราอยากทราบถึงสินค้าใดที่มีการค้นหามากน้อยกว่ากัน รองเท้ากีฬา รองเท้าลำลอง รองเท้านักเรียน เป็นต้น

และเทคนิคอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้

Customer Insights ด้วย Google Trends

สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจหรือคิดอยู่ว่าจะทำอะไรดี อย่างการทำคลิปที่อินเทรนด์ทันกระแส หรือขายของ แนะนำให้เลือก Google Trends เพื่อจับทางเทรนด์การตลาดที่น่าสนใจได้ รวมถึงการดูพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคในเขตพื้นที่ที่เราสนใจจะตีตลาดได้
ตัวอย่าง XIAOMI 14 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่พึ่งมีการประกาศเปิดตัวไปไม่นาน (อัปเดตวันที่ 14 มี.ค. 2567) ทำให้กราฟการค้นหามีอัตราพุ่งสูงในช่วงวันที่ 13-14 และถ้าภายในช่วงนี้ทำคอนเทนต์รีวิวบอกได้เลยว่ายอดเอนเกจพุ่งแน่นอน เพราะว่า “การที่เรารีวิวก่อน ใช้ก่อน ยอดเอนเกจก็จะมากกว่า” หรือจะเสิร์ชหาสิ่งอื่นๆ ที่กำลังสนใจก็สามารถเสิร์ชคำค้นหาอื่นๆ เพื่อมาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน

อัปเดต Topic เรื่องไหนมาแรงแบบเรียลไทม์

ดังนั้นหากเราคิดจะเริ่มต้นทำการตลาดใดๆ ก็ตามขอให้นึกถึงลูกค้าต้องการเป็นอันดับแรกจากนั้นจึงค่อยเริ่มต้นดำเนินการขั้นถัดไป ด้วยการมีอยู่ของ Google Trends ก็จะช่วยให้การดูกลุ่มลูกค้าเทรนด์ความนิยมนั้นง่ายขึ้น และประเมินได้อย่างมีหลักการและข้อมูลที่เชื่อถือได้
 

โปรแกรมบัญชี AccCloud.tech ได้มี function การวิเคราะห์แบบเดียวกันนี้ในรูปแบบของ Business Intelligent เลือกที่ วิเคราะห์และกราฟ >> ระบบขาย   ด้วยระบบนี้เราสามารถวิเคราะห์ Trend ได้ไม่ต่างจาก Google Trend เช่นเดียวกัน

 

 

เคล็ดลับทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเพื่อยื่นภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา

การเริ่มต้นทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลธรรมดา ที่ประกอบอาชีพหรือมีรายได้ เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีอากร การทำบัญชีที่ดี ช่วยให้ เรารู้สถานะทางการเงิน สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้ นำข้อมูลไปลดหย่อนภาษี ยื่นภาษีอากรได้อย่างสะดวก เราจะมาแนะนำเคล็ดการทำบัญชีเพื่อยื่นภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา แบบเข้าใจง่ายให้ได้อ่านกัน

4 ทริคการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเพื่อยื่นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา 

1. บันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด

การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายต้องจดให้ครบทุกบาททุกสตางค์ เพื่อให้เราเห็นยอดที่แท้จริง และแยกประเภทของรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน เช่น รายได้เงินเดือน รายจ่ายค่าเช่า หรือถ้ามีการทำธุรกิจด้วยก็ต้องแยกบัญชีธุรกิจไว้ตะหากและทำการบันทึกแบบเดียวกัน อย่าลืมที่จะจดรายจ่ายส่นตัวที่สามารถนำไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ เช่น เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของเรา

2. เก็บใบเสร็จและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ใบเสร็จและ ใบกำกับภาษี รวมถึงรายการหลักฐานการจ่ายเงินต่างๆ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหักลดหย่อนภาษี เพื่อนำไว้ใช้แนบในการยื่นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา

3. แพลตฟอร์มการบันทึกข้อมูลที่ปลอดภัย

แต่ละคนอาจจะมีรูปแบบการบันทึกข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่ไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นการจดผ่านสมุบันทึก แอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมบัญชีคอมพิวเตอร์ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละบุคคล เพราะการบันทึกแต่ละวิธีก็มีข้อดีแตกต่างกันไป 

4. รีเช็คความถูกต้องของข้อมูลบัญชี

ตรวจสอบยอดรายรับรายจ่ายทั้งหมดที่บันทึกว่าถูกต้องไหม  ยอดคงเหลือเท่ากับันทึกรายรับรายจ่ายไหม เอกสารที่เตรียมข้อมูลตรงกันไหม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำบัญชีผิดพลาด

การยื่นภาษีบุคคลธรรมดาต้องทำอย่างไร

การยื่นภาษีกับกรมสรรพากรสำหรับบุคคลธรรมดา สามารถทำได้ทั้งการยื่นแบบออนไลน์ www.rd.go.th และที่หน่วยงานของกรมสรรพากร สามารถตรวจสอบรายละเอียดและกำหนดการชำระภาษีได้ที่ ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร และเมื่อใด? 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับบัญชีรายรับ-รายจ่าย ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน พร้อมทั้งสามารถยื่นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาได้อย่างสบายใจ ไร้ความกังวล

โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน เป็นโปรแกรมระดับ ERP แต่ราคาระดับโปรแกรมบัญชีทั่วไป เหมาะกับองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ และแบบฟอร์มเอกสารสำหรับยื่นสรรพากรที่เพรียบพร้อม เลือกเข้าชมบริการเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมบัญชี AccCloud

4 ข้อดีของโปรแกรมบัญชี สำหรับทุกๆ ธุรกิจที่ไม่ควรพลาด

หลายๆ ธุรกิจมักจะมีการจัดการด้านบัญชีอยู่แล้วโดยทั่วไปเป็นเรื่องปกติ ซึ่งอาจจะเป็นการจ้างพนักงานบัญชี หรือมีแผนกบัญชีคอยยจัดการส่วนของงานด้านนี้อยู่แล้ว แต่การทำงานที่ใช้มนุษย์แมนนวล ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าบางทีก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้อย่างการสื่อสารผิดพลาด ทำให้การทำบัญชีก็ผิดพลาดตามไปด้วย ทำให้ปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจหันมาใช้ โปรแกรมบัญชี เพื่อซัพพอร์ตงานให้มีความแม่นยำมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดได้ แล้วธุรกิจของเราควรใช้โปรแกรมบัญชีแบบไหน และการใช้โปรแกรมบัญชีมันดียังไง มาดูกัน

ประเภทของโปรแกรมบัญชีมีแบบไหนบ้าง

ตัวของโปรแกรมบัญชีมีอยู่หลักๆ 2 ประเภท คือ 

1.โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Online Accounting Software)

โปรแกรมบัญชีแบบออนไลน๋รองรับการเข้าถึงผ่านเว็บบราวเซอร์บนพื้นฐานของเว็บแอปพลิเคชัน ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีการบันทึกข้อมูลบนคลาวด์ ข้อมูลบัญชีจะถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ และผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดหรือติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ของตนเอง ต้องจ่ายค่าบริการตามระยะเวลาที่ใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแพ็กเกจต่างๆ ที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดต่างๆ

2.โปรแกรมบัญชีออฟไลน์ (Offline Accounting Software)

ส่วนโปรแกรมบัญชีแบบออฟไลน์ต้องติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ และทำงานโดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต ข้อมูลบัญชีจะถูกบันทึกอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อความปลอดภัยและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และการจ่ายเงินซื้อโปรแกรมและค่าอัปเกรดในกรณีที่มีเวอร์ชันใหม่ หรือมีการอัพเกรดฟังก์ชันพิเศษเป็นการจ่ายเงินเพิ่มเติม

4 ข้อดีของการใช้โปแกรมบัญชี 

การใช้โปรแกรมบัญชีมีข้อดีมากมายที่สามารถช่วยให้การจัดการบัญชีของธุรกิจหรือบุคคลในด้านการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1.ความถูกต้องในการบัญชี

โปรแกรมบัญชีช่วยลดความผิดพลาดในการคำนวณและบันทึกข้อมูลบัญชี เนื่องจากมีการตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติและลดความผิดพลาดที่เกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

2.ประหยัดเวลา

โปรแกรมบัญชีช่วยลดเวลาในการทำงานที่เกี่ยวกับบัญชี เช่น การสร้างรายงานการเงิน การสร้างใบแจ้งหนี้ และการจัดทำรายการบัญชีต่างๆ

3.ความสะดวกสบาย

การใช้โปรแกรมบัญชีทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่อื่นๆ ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามและจัดการกับบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.การจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล

โปรแกรมบัญชีมักจะมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลบัญชี เช่น การสร้างกราฟและรายงานทางการเงินที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีพื้นฐาน

ในการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีควรพิจารณาด้านความเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจหรือบุคคล รวมถึงความสามารถในการปรับแต่ง ค่าใช้จ่าย ระบบควบคุมความปลอดภัยข้อมูล และการสนับสนุนหลายรูปแบบในการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับธุรกิจหรือบุคคลที่ใช้งาน

โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน เป็นโปรแกรมระดับ ERP แต่ราคาระดับโปรแกรมบัญชีทั่วไป เหมาะกับองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ และแบบฟอร์มเอกสารสำหรับยื่นสรรพากรที่เพรียบพร้อม เลือกเข้าชมบริการเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมบัญชี AccCloud

รู้ก่อนพลาด 3 สัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังขาดสภาพคล่องอยู่!

การประกอบกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่จะมีต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตและก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงเสมอ ซึ่งจะต้องดูทิศทางของเศรษฐกิจ คอยปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เพื่อให้ธุรกิจโดดเด่นเหนือชั้นกว่าคู่แข่ง แต่บางครั้งระหว่างการดำเนินกิจการก็อาจเกิดปัญหาจากภายนอก เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของผู้บริโภค หรือบางครั้งก็เกิดจากปัญหาภายใน เช่น ธุรกิจไม่มีการทำบัญชี มีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่ระวัง มีความผิดพลาดจากการลงทุน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่อง

เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ รวมถึงผู้มีส่วนร่วมในธุรกิจ หากอยากดำเนินกิจการอย่างราบรื่น ไร้ปัญหา เราจะต้องคอยดูทิศทางความเป็นไปของธุรกิจของเราอยู่เสมอ โดยเฉพาะสัญญาณเตือนที่จะทำให้รู้สึกได้ว่าธุรกิจกำลังเกิดปัญหา สำหรับ 3 สัญญาณเตือนสำคัญ ที่เตือนว่าธุรกิจกำลังขาดสภาพคล่อง มีดังนี้

1. ขาดแคลนเงินสดหมุนเวียน

เงินสดหมุนเวียน คือ จำนวนเงินสดที่เหลือจากการดำเนินธุรกิจ เมื่อคิดคำนวณถึงรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือนแล้ว หากมีเงินเหลือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น หรือจำนวนเงินคงเหลือติดลบ นั่นเท่ากับว่าธุรกิจของเรากำลังประสบปัญหาใหญ่ เพราะเงินคงเหลือแต่ละเดือนเปรียบเสมือนลมหายใจของธุรกิจ หากเกิดติดขัดหรือมีปัญหาใดๆ นั่นก็คือสัญญาณเตือนร้ายแรงที่บอกให้เราต้องรีบเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว

วิธีการแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินสด แนะนำว่าควรพิจารณารายจ่ายที่มีอยู่เดิมให้ละเอียด แล้วเลือกตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อธุรกิจ แล้วจากนั้นให้เริ่มวางแผนทิศทางการตลาดใหม่ เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสในการเพิ่มรายรับที่มากขึ้น ซึ่งหากรายรับมากขึ้นสูงกว่ารายจ่ายมากๆ ก็จะทำให้มีเงินสดหมุนเวียนมากพอให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

2. รายการบัญชีธุรกิจไม่ชัดเจน

ความผิดพลาดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆ ธุรกิจ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการทำบัญชีที่ไม่ละเอียดและชัดเจนมากพอ แม้ว่าผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจนั้นจะมีการทำบัญชีกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็อาจพลาดตกหล่นข้อมูลรายจ่ายบางรายการไป ทำให้ไม่สามารถคำนวณรายรับ-รายจ่ายที่ตรงกับความเป็นจริงได้ หากมีปัญหาด้านบัญชีบ่อยๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเรา ทำให้ประเมินผลกำไรไม่ถูกต้อง

3. ค้างชำระหนี้ จ่ายบิลไม่ตรงเวลา

การทำธุรกิจมักจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการอยู่เสมอ ทั้งรายจ่ายทั่วไป ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสินค้าและบริการ ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนต่างๆ รายจ่ายแต่ละรายการจะมีระยะเวลากำหนดการจ่ายเงินที่แตกต่างกันไป ซึ่งหากไม่ชำระเงินให้ตรงเวลาก็จะเกิดผลกระทบกับธุรกิจได้ หากธุรกิจของเรามีแนวโน้มว่าไม่สามารถชำระเงินได้ตรงตามเวลาที่กำหนด แสดงว่าธุรกิจเริ่มมีปัญหาด้านการบริหารเงิน ทำให้ไม่สามารถจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ต้องรีบตรวจสอบบัญชีและวางแผนการเงินโดยด่วน

การเริ่มต้นธุรกิจนับว่าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การจะดำเนินธุรกิจให้ราบรื่นได้ตลอดนั้นยากยิ่งกว่า ถ้าเราไม่มั่นใจว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจที่ทำอยู่กำลังดำเนินไปอย่างดีหรือไม่ ลองพิจารณาจากสัญญาณเตือนต่างๆ ทั้ง  3 ข้อข้างต้นดูนะ หากมีข้อใดข้อหนึ่งอยู่ล่ะก็ต้องรีบแก้ไขทันที ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาลุกลามจนธุรกิจเราไปต่อไม่ได้ในที่สุด สำหรับสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลยโดยเด็ดขาดเลยก็คือการทำบัญชี เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจนอยู่เสมอ แนะนำว่าควรใช้โปรแกรมบัญชี ERP เข้าช่วย เพื่อให้ธุรกิจของเรามีการทำบัญชีที่ถูกต้อง ละเอียด ครบถ้วน และทำให้ธรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ใบเสร็จรับเงิน แบบเต็ม vs แบบย่อ เหมือนหรือต่างกันยังไง

ใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานยืนยันการซื้อขายและการจ่ายเงินต่างๆ แต่ละครั้งที่เราซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ หรือสั่งซื้อสิ่งของสำหรับธุรกิจ เรามักจะได้รับใบเสร็จยืนยันการชำระค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจจะเป็นใบเสร็จรับเงินแบบเต็มหรือแบบย่อก็ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการซื้อขาย ใบเสร็จรับเงินแบบเต็มและใบเสร็จรับเงินแบบย่อ ทั้งสองใบเสร็จจะมีความแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบข้อมูลและการใช้งาน

สำหรับผู้ประกอบการที่มีธุรกิจของตัวเอง การทำบัญชีและการจัดทำใบเสร็จรับเงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการยื่นภาษี และการลดหย่อนภาษี บทความนี้จะมาช่วยอธิบายถึงความแตกต่างของใบเสร็จทั้งสองแบบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วถ้าต้องการใบเสร็จเพื่อใช้ยื่นภาษีต้องใช้ใบเสร็จแบบไหน มาดูกันเลย

ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร?

ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารแสดงถึงการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว การออกใบเสร็จรับเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นตามกฎหมาย ช่วยให้ธุรกิจจัดการด้านการเงินได้ง่ายขึ้น อีกทั้งใบเสร็จยังมีความสำคัญต่อการยื่นภาษีและการทำบัญชีด้วย ใบเสร็จรับเงินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ ใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม และใบเสร็จรับเงินแบบย่อ ทั้งสองรูปแบบต่างก็สามารถใช้เป็นหลักฐานการชำระเงินได้เช่นกัน แต่จะแตกต่างกันที่รายละเอียดข้อมูลบนใบเสร็จ และการนำใบเสร็จไปใช้งาน

ใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม

ใบเสร็จรับเงินแบบเต็มเ คือ ใบเสร็จที่มีรายละเอียดและข้อมูลการชำระเงินอย่างครบถ้วน มีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ขายและผู้ซื้อ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกด้วย ใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานสำหรับใช้ในการยื่นภาษี การออกใบเสร็จรับเงินแบบเต็มเหมาะสำหรับธุรกิจหรือกิจการที่มีการซื้อขายครั้งละมากๆ เพราะจะมีการระบุข้อมูลซื้อขายที่ชัดเจน

ใบเสร็จรับเงินแบบย่อ

ใบเสร็จรับเงินแบบย่อ คือ ใบเสร็จที่มีข้อมูลรายละเอียดการชำระเงินแบบย่อๆ มีความสั้นและกระชับกว่าใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม มักใช้งานในร้านค้าหรือกิจการที่มีปริมาณการซื้อขายไม่มากมาย มีความสะดวกและรวดเร็วต่อการออกใบเสร็จ สามารถออกใบเสร็จรับเงินหลังการซื้อสินค้าได้ทันที แม้ว่าใบเสร็จรับเงินแบบย่อจะมีข้อมูลน้อยกว่าใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามกฎหมายกำหนด

ความแตกต่างของใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม และ แบบย่อ

รูปแบบใบเสร็จและการใช้ใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม

  • ใบเสร็จการระบุข้อมูลของผู้ซื้ออย่างครบถ้วนและชัดเจน
  • ใบเสร็จรับเงินแบบเต็ม สามารถใช้เพื่อยื่นเรื่องภาษีได้
  • ใช้เป็นหลักฐานในการรับประกันหรือบริการหลังการขาย
  • สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย

รูปแบบใบเสร็จและการใช้ใบเสร็จรับเงินแบบย่อ

  • ใบเสร็จจะระบุข้อมูลสั้นๆ เกี่ยวกับการซื้อขาย
  • ใช้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการซื้อขายสินค้าทั่วไป
  • ใบเสร็จไม่สามารถนำไปใช้เพื่อยื่นลดหย่อนภาษีได้

ใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันถึงการซื้อขายและการจ่ายเงิน มีทั้งใบเสร็จรับเงินแบบเต็มและแบบย่อ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีความแตกต่างกันทั้งรูปแบบของใบเสร็จและการนำไปใช้ เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการควรเลือกใช้ใบเสร็จรับเงินให้เหมาะสมกับธุรกิจและบริการของคุณ การใช้ใบเสร็จรับเงินอย่างถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและพัฒนาได้ดี อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อการจัดการบัญชีและยื่นลดหย่อนภาษีอีกด้วย

ภาษีย้อนหลังคืออะไร ทำไมต้องมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ?

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีเรื่องภาษีย้อนหลัง (Retroactive tax) เกิดขึ้นบ่อยมากในวงการธุรกิจและการเงิน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้มีผู้ประกอบการและนักลงทุนหลายคนได้รับความเสียหายอย่างมาก วันนี้เราจึงมาทำความเข้าใจกับเรื่องแนวทางการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังว่ามันคืออะไร และทำไมถึงต้องมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 

ภาษีย้อนหลังคืออะไร ?

ภาษีย้อนหลังคือภาษีที่ต้องชำระสำหรับรายได้ที่ได้รับในปีภาษีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือชำระภาษีสำหรับรายได้ดังกล่าว

ทำไมต้องมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ?

มีหลายกรณีที่อาจทำให้มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เช่น

  • ผู้เสียภาษีไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับปีภาษีที่ผ่านมา
  • ผู้เสียภาษีคำนวณภาษีผิดพลาดและชำระภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
  • ผู้เสียภาษีมีรายได้ที่ไม่ได้แจ้งไว้ในแบบแสดงรายการภาษี
  • ผู้เสียภาษีมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางภาษี เช่น เปลี่ยนจากโสดเป็นสมรส หรือเปลี่ยนจากพนักงานประจำเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

การเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสามารถทำได้นานแค่ไหน ?

โดยทั่วไปแล้วกรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ภายใน 5 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดชำระภาษีสำหรับปีภาษีนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี กรมสรรพากรอาจสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้นานกว่า 5 ปี เช่น ในกรณีที่ผู้เสียภาษีมีการหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา

หากได้รับการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ควรทำอย่างไร?

หากได้รับการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ผู้เสียภาษีควรดำเนินการดังนี้

  • ตรวจสอบเอกสารการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้อง
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อผิดพลาดใดๆ ควรติดต่อกรมสรรพากรเพื่อสอบถามหรือยื่นคำร้องขอทบทวนคำสั่งเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
  • หากไม่สามารถชำระภาษีย้อนหลังได้เต็มจำนวนในคราวเดียว สามารถขอผ่อนชำระภาษีย้อนหลังได้โดยติดต่อกรมสรรพากร

การหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ผู้เสียภาษีควรปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีให้ตรงเวลาและครบถ้วน หากมีข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ เกี่ยวกับภาษี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากร

สรุปคือ ภาษีย้อนหลัง (Retroactive tax) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับผู้เสียภาษีและรัฐ เพราะเป็นทางเลือกที่ดีในทางการบัญชีเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการบัญชีที่เป็นข้อบังคับ ในการจัดการเงินเกิน ภาษีย้อนหลังจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความเข้าใจกับกฎหมายภาษีเกิดขึ้นอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรการเงินของรัฐในทางการเสียภาษีได้ดีขึ้น

วางแผนทางการเงินหลังเกษียณอายุอย่างไร ให้มีความสุข

หนึ่งเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนอาจมองข้ามคือ การวางแผนทางการเงินหลังเกษียณอายุ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อเกษียณอายุแล้วจะไม่มีรายได้ประจำจากการทำงานอีกต่อไป จึงจำเป็นต้องมีเงินออมไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้เงินเดือน ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ เป็นต้น ซึ่งถ้าต้องเริ่มออมเงินเพื่อใช้ในชีวิตหลังเกษียณ เราจึงจะมาแนะนำให้ดูกันว่าควรเริ่มวางแผนการเงินหลังเกษียณอายุอย่างไรให้มีความสุข

5 ขั้นตอนการวางแผนหลังเกษียณอายุให้มีความสุข

1.ตั้งเป้าหมายเงินเก็บ

อย่างแรกต้องประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องการใช้หลังเกษียณอายุ จากปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้เงินเดือนที่เราได้รับ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต สุขภาพของเรา แล้วค่อยเริ่มคำนวณจำนวนเงินที่ต้องเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ โดยใช้สูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้

จำนวนเงินที่ต้องเก็บ = ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณต่อปี x จำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ

ตัวอย่าง

ถ้าต้องการจะใช้จ่ายเงินหลังเกษียณเดือนละ 25,000 บาท และคาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณจนถึงอายุ 80 ปี 

ดังนั้น จำนวนเงินที่ต้องเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณ = 25,000 บาท x 12 เดือน x 20 ปี = 6,000,000 บาท

2.วางแผนเก็บเงินอย่างไม่เร่งรัด

เมื่อเราทราบยอดจำนวนเงินที่ต้องเก็บไว้ใช้หลังเกษียณแล้ว ก็ต้องวางแผนการออมเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจจะเริ่มต้นจากการออมเงินเดือนละ 1,000 บาท หรือตามกำลังในการออมของแต่ละคน แต่ควรออมเงินให้สม่ำเสมอ เพื่อเริ่มสร้างวินัยในการออมของเรา

3.อัตราเงินเฟ้อในอนาคต

อัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะทำให้เงินออมของเราลดลงเรื่อยๆ หรือลดลงเร็วกว่าที่ได้คำนวณไว้ ดังนั้น จึงควรพิจารณาอัตราเงินเฟ้อเข้าไปในแผนเกษียณด้วย โดยสามารถคำนวณจำนวนเงินที่ต้องเก็บเพิ่มเพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อได้ โดยใช้สูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้

จำนวนเงินที่ต้องเก็บเพิ่มเพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อ = เงินออมที่ต้องการ x อัตราเงินเฟ้อ

ตัวอย่าง

หากเราคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 5% ต่อปี และต้องการมีเงินออมหลังเกษียณ 6,000,000 บาท ดังนั้น จำนวนเงินที่ต้องเก็บเพิ่มเพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อ = 6,000,000 บาท x 5% = 300,000 บาท

4.พยายามอย่าก่อหนี้ก้อนโต

เพราะหนี้สินจะทำให้เงินออมของเราที่เก็บไว้ใช้ลดลงพยายามอย่าก่อหนี้ก้อนโต โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด ที่ดอกเบี้ยสูงถึง 12 -25% เป็นต้น

5.กองทุนรวมอีกเส้นทางที่น่าสนใจ

กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงได้ดี และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงในระยะยาวถ้าพอที่จะแบ่งเงินบางส่วนไว้ลงทุนได้ กองทุนรวมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณอายุ

นอกจากนี้ ที่เราะแนะนำ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรรวมไว้เป็นข้อคิดเสริมในการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณอายุ เช่น สุขภาพของเรา ครอบครัว ที่อยู่อาศัย เป็นต้น โดยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อวางแผนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน เป็นโปรแกรมระดับ ERP แต่ราคาระดับโปรแกรมบัญชีทั่วไป เหมาะกับองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ และแบบฟอร์มเอสารสำหรับยื่นสรรพากรที่เพรียบพร้อม เลือกเข้าชมบริการเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมบัญชี AccCloud

Education Template

Scroll to Top