Accounting Software

เรื่องน่ารู้นักธุรกิจ 6 วิธีลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ภาษีบริษัท

การเริ่มต้นธุรกิจต้องเริ่มจากการเสียภาษี เพื่อให้เรามีสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง และเริ่มต้นธุรกิจอย่างเป็นธรรมในสังคม การจัดการภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการทำธุรกิจ เพื่อทำให้ธุรกิจมีกำไรสูงสุดและเติบโตอย่างยั่งยืน ความรู้และความเข้าใจในเรื่องภาษีช่วยให้เรามีวิธีการจัดการกับภาษีให้เหมาะสมและลดหย่อมภาระในการเสียภาษีนั่นเอง

การยื่นภาษี SMEs คืออะไร

การยื่นภาษีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium-sized Enterprises – SMEs) เป็นกระบวนการที่สำคัญและต้องทำอย่างถูกต้องเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาดหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขั้นตอนในการยื่นภาษี SMEs ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ และกฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศที่ธุรกิจกำลังดำเนินการ นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถมีความน่าเชื่อถือและน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนและลูกค้า ดังนั้นควรให้ความสำคัญในการศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกำหนดในการยื่นภาษีในประเทศให้ได้มากที่สุด

6 วิธีการลดหย่อนภาษีสำหรับนิติบุคคล

สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับนิติบุคคลมีหลากหลายแบบและมีความแตกต่างไปตามกฎหมายภาษีและนิติบุคคลในแต่ละประเทศ เช่น

1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสำหรับนิติบุคคลคือค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลต้องจ่ายเพื่อให้ธุรกิจดำเนินการอย่างปกติและสร้างรายได้ให้กับองค์กร ซึ่งอาจรวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าหรือบริการ ค่าเช่าพื้นที่ธุรกิจ ค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและตลาดสินค้า การหักค่าใช้จ่ายออกมาจากรายได้ในการคำนวณภาษีจะทำให้นิติบุคคลต้องชำระภาษีน้อยลง เนื่องจากภาษีคำนวณจากยอดกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งอย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายที่สามารถหักลดหย่อนภาษีอาจมีข้อจำกัดและเงื่อนไขตามกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศ

2. ค่าเสื่อมสภาพ

สินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีอายุการใช้งานยาวนานอาจถูกต้องลดหย่อนภาษีเนื่องจากค่าเสื่อมราคา การลดหย่อนนี้สามารถให้กับสินทรัพย์ทางธุรกิจเช่นอาคาร รถยนต์ อุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในธุรกิจ สำหรับนิติบุคคลเป็นกระบวนการลดมูลค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้น ๆ หรือตามอายุการใช้งานที่กำหนดโดยกฎหมายภาษี ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญในการหักลดหย่อนภาษีในนิติบุคคล ค่าเสื่อมราคามีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำเสนอการสูญเสียมูลค่าของสินทรัพย์ในเวลาที่เป็นความจริง และช่วยให้บริษัทหรือนิติบุคคลมีความสมเหตุสมผลในการคำนวณภาษีอากร

  • ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมสภาพ: ถ้านิติบุคคลซื้อรถยนต์ใหม่ในมูลค่า 1,000,000 บาทและมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี ค่าเสื่อมราคาสำหรับรถยนต์นี้อาจถูกคำนวณว่า 1,000,000 / 5 = 200,000 บาทต่อปี ดังนั้นในแต่ละปีนิติบุคคลสามารถหักลดหย่อนภาษีที่ต้องชำระลงจากกำไรสุทธิตามจำนวนค่าเสื่อมราคานี้

3. การลงทุนในโครงการพัฒนา

การลงทุนในโครงการพัฒนาสำหรับนิติบุคคลเป็นกระบวนการที่นิติบุคคลลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการหรือโครงการในสาขาต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ และขยายธุรกิจใหม่โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนในโครงการพัฒนานี้อาจเป็นการสร้างอาคารสำหรับใช้งาน การพัฒนาและสร้างอุตสาหกรรม การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตลาดใหม่ หรือการลงทุนในโครงการที่ส่งเสริมความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง จึงมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากสามารถส่งผลกระทบต่อการเติบโตและกำไรขององค์กรได้โดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่นิติบุคคลสามารถขยายธุรกิจในกลุ่มกิจการใหม่หรือตลาดใหม่ได้ นอกจากนี้การลงทุนในโครงการพัฒนายังส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีในองค์กร ช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร และช่วยเพิ่มมูลค่าส่วนที่อยู่ในตลาดของนิติบุคคล ในบางกรณี การลงทุนในโครงการพัฒนาหรือโครงการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานรัฐบาลอาจได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

4. การจ้างงานสำหรับผู้สูงอายุ

การจ้างงานผู้สูงอายุสำหรับนิติบุคคลเป็นกระบวนการที่นิติบุคคลจ้างผู้สูงอายุมาทำงานในองค์กรหรือธุรกิจของตน เป็นทั้งการจ้างงานแบบประจำหรือการจ้างงานแบบชั่วคราว การจ้างงานผู้สูงอายุสามารถสร้างความหลากหลายและความเสมอภาคในองค์กร และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับนิติบุคคลได้ ดังนั้นการจ้างงานผู้สูงอายุควรพิจารณาความสามารถและความเหมาะสมของผู้สูงอายุกับงานที่ต้องการ การให้โอกาสและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ และการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการทำงานที่มีความสุขและความสำเร็จในองค์กร

5. สิทธิประโยชน์ในการลงทุนในวิสาหกิจสามัญ

การลงทุนในวิสาหกิจสามัญสำหรับนิติบุคคลมีสิทธิประโยชน์มากมายที่สามารถเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าและเพิ่มมูลค่าให้กับนิติบุคคลได้ นี่คือสิทธิประโยชน์หลักๆ ของการลงทุนในวิสาหกิจสามัญสำหรับนิติบุคคล เช่น การทำกำไร: การลงทุนในวิสาหกิจสามัญเป็นโอกาสในการทำกำไรสูงขึ้นสำหรับนิติบุคคล เนื่องจากวิสาหกิจสามัญมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว เช่น ความเจริญเติบโตของธุรกิจ ควบคุมการเสี่ยง ส่งเสริมนวัตกรรม ส่วนแบ่งผลประโยชน์ ส่งเสริมภาพลักษณ์และสัญชาติตรา ดังนั้นควรให้ความสำคัญในการศึกษาและการวางแผนก่อนการลงทุนเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงในการลงทุนในวิสาหกิจสามัญ แนะนำให้นิติบุคคลปรึกษาที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อให้เกิดผลการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร ในบางกรณี การลงทุนในวิสาหกิจสามัญที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานรัฐบาลอาจได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

6. การทำประกันชีวิตสำหรับนิติบุคคล

เป็นกระบวนการที่นิติบุคคลทำการซื้อประกันชีวิตเพื่อปกป้องความเสี่ยงในกรณีที่มีเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นกับคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรหรือสำหรับพนักงานที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ การทำประกันชีวิตสามารถให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนเสียชีวิต หรือป่วยเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือองค์กรในลักษณะต่าง ๆ เช่น การปกป้องความเสี่ยง การบำรุงความเชื่อถือในองค์กร การเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร การสร้างสัญญาณภาพ การดูแลสวัสดิการและพนักงาน ดังนั้นการทำประกันชีวิตจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนการเงินให้กับนิติบุคคล โดยสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเงินให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพความเสี่ยงขององค์กรได้

อย่างไรก็ตาม การลดหย่อมภาษีนิติบุคคลหรือภาษีบริษัทเป็นกระบวนการที่นิติบุคคลมีโอกาสลดจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในการดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมต่าง ๆ โดยใช้กฎหมายและมาตรการทางภาษีต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมายที่มีในแต่ละประเทศ ดังนั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่มีในแต่ละประเทศและควรปรึกษาเรื่องภาษีกับที่ปรึกษาทางการเงินและนักกฎหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการลดหย่อมภาษีสำหรับนิติบุคคล

3 คุณสมบัติสำคัญที่จำเป็นต่อโปรแกรมบัญชีในยุคดิจิทัล

โปรแกรมบัญชี หรือ ระบบซอฟต์แวร์ที่เก็บข้อมูลหรือค้นหาแบบข้อมูลที่สำคัญแบบเรียลไทม์ ที่หลายองค์กรมักนำมาใช้ในปัจจุบัน และข้อดีอื่นๆของโปรแกรมบัญชีก็คือ ช่วยลดขยะที่เป็ฯข้อมูลสำคัญในองค์กร ลดการผิดพลาดในการทำงาน รวมไปถึงสามารถตรวจอบข้อมูลย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังตอบโจทย์ทั้งธุรกิจขนาดเล็ฏ ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ และในปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัล หลายๆองค์กรก็มองหาโปรแกรมบัญชี แต่ก่อนที่เราจะขยับขยายในด้านเทคโนโลยี เราจึงจำเป็นต้องมี 3 คุณสมบัติสำคัญ ที่จำเป็นต่อโปรแกรมบัญชีในยุคดิจิทัล ไปดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง


1.องค์กรและบุคลากรมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

 

ยุคดิจิทัลหรือยุคออนไลน์ แน่นอนอยู่แล้ว่าองค์กรของคุณ จะต้องมีการใช้การเก็บข้อมูลแบบเก่ามาสักระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นการปรับตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นคุณสมบัติข้อที่สำคัญมาก เพราะหากไม่มีความพร้อม โปรแกรมบัญชีก็เป็นเพียงซอฟแวร์ที่เพิ่มความยุ่งยากให้กับคุณเท่านั้น โปรแกรมบัญชีในยุคดิจิทัล เป็นแบบระบบเป็นออนไลน์ เพือให้เหมาะกับการใช้งานในุคดิจิทัล เพื่อเข้ามาช่วยธุรกิจขององค์กรนั้นๆ และยังสามารถทำงานได้ตลอดเวลา เพียงมีอินเตอร์เน็ต ก็สามรถทำงานได้จากทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือหรือแล็ปท็อป ผู้บริหารหรือบุคลากรผู้มีความเกี่ยวข้อง สามารถดูข้อมูลได้อย่างเรียลไทม์ และทำงานได้อย่างทันถ่วงที เพราะฉะนั้นการมีความพร้อมจึงจำเป็นอย่างมากจริงๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงเช้าสู่ยุคดิจิทัลที่แท้จริง

 

2.พร้อมรับกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการใช้โปรแกรมบัญชี

 

เรื่องนี้ก็เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากในองค์กรเช่นกัน และจะเชื่อมโยงไปถึงขนาดขององค์กรที่ต้องใช้โปรแกรมบัญชี เพราะในบางครั้งบริษัทนาดเล็กที่ยังไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่าย ต่อการนำโปรแกรมบัญชีมาใช้ ก็ควรจะมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่หากองค์กรขนาดเล็กแต่มีงบประมาณ ก็สามารถพิจารณาการใช้โปรแกรมบัญชีได้เช่นกัน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ในยุคดิจิทัล จะมีค่าบริการแรกเข้า ค่าบริการรายเดือนในการดูแล ทั้งนี้ราคาหรือส่วนลด ก็ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการที่คุณเลือกใช้โปรแกรมบัญชี เพราะฉะนั้นแล้วการวางแผนงบประมาณที่จะต้องใช้สำหรับการใช้โปรแกรมบัญชี จึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญเช่นกัน

 

3.เตรียมข้อมูลสำคัญแผนกบัญชีขององค์กรให้พร้อม

 

ข้อสุดท้ายของคุณสมบัติสำคัญที่จำเป็นต่อการใช้โปรแกรมบัญชีในยุคดิจิทัล ข้อนี้มีความสำคัญอย่างมากเช่กัน ข้อมูลที่สำคัญด้านบัญชีในองค์กร เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย , ข้อมูลลูกหนี้-เจ้าหนี้ , ข้อมูลคู่ค้า , ข้อมูลกำไร , ข้อมูลสถิติ และข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวกับด้านบัญชีที่องค์กรคุณมี ข้อมูลเหล่านี้คุณควรจะต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนและครบถ้วน เพราะจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องอัปโหลดเข้าไปยังโปรแกรมบัญชีออนไลน์ จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบให้ดีง่าไม่มีอะไรตกหล่นหรือผิดพลาด หากข้อมูลมีความพร้อม จะทำให้การใช้งานโปรแกรมบัญชีง่ายขึ้นอย่างมาก

การใช้โปรแกรมบัญชีในยุคดิจิทัล เป็นการลดขั้นตอนของการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยลดขยะอีกด้วย องค์กรของคุณจะได้รับข้อมูลของตัวเลขที่ถูกต้อง สรุปค่าใช้ กำไรสุทธิได้อย่างแม่นยำ ทำให้คุณได้ห็นภาพรวมขององค์กร อีกทั้งเรื่องภาษีที่คุณมองว่ายุ่งยาก ก็จะเป็นเรื่องง่ายเมื่อคุณเลือกใช้โปรแกรมบัญชี 3 คุณสมบัติง่ายๆแต่จำเป็นที่คุณต้องมี จะทำให้องค์กรของคุณเติบโตและพัฒนาไปข้างหน้าพร้อมๆกับยุคดิจิทัล หากคุณกำลังมองหาโปรแกรมบัญชี ที่ดีที่สุดในยุคนี้ สามารถปรึกษา acccloud.tech ได้ทุกเมื่อ

3 คุณสมบัติสำคัญที่จำเป็นต่อโปรแกรมบัญชีในยุคดิจิทัล

Internet Of Things (IOT) Part 1

 
 
 

หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าอะไรคือ Internet Of Thing (IOT) ที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้ บทความนี้ผมจะอธิบายหลักการและการนำไปใช้คร่าวๆของ IOT ว่าคืออะไร

 

แนวคิดของ IOT จริงแล้วเริ่มมาตั้งแต่ปี 1999 โดย Kevin Aston นักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบัน MIT ที่อเมริกา ได้เริ่มต้นจากการทำ RFID Sensors มาทำการเชื่อมต่อกัน (ปัจจุบันเราใช้คำว่า smart มาแทนสื่อความหมายของการเชื่อมต่อ) โดยประโยชน์ของการเชื่อมต่อเหล่านี้กับอุปกรณ์ขั้นมูลฐานมันจึงทำให้เครื่องมือคุยกันได้รู้เรื่องผ่านในโครงข่ายของมันเอง

 

ต่อมากมีการเพิ่ม Sensor node ขึ้นมา จึงทำให้เกิด Wireless Sensor Node (WSN) ขึ้นให้กับอุปกรณ์ต่างสามารถเชื่อมต่อกันได้ และเครื่องมีอต่างๆเหล่านั้นจะมีการเชื่อมต่อกันภายใต้เทคโนโลยี ด้านการเข้าถึง (Access Technology อยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ 1. Bluetooth 4.0 , IEEE 802.15.4e , WLAN IEEE 802.11 (WIFI)

 

ต่อมาเมื่อมีการสื่อสารของอุปกรณ์มากขึ้นก็ได้มีการพัฒนา Gate way sensor เอาไว้เพื่อช่วยในการจัดการ การเชื่อมต่อไปยังเครือข่าย Internet โดยข้อมูลจะส่งผ่านไปยัง Internet ได้โดยตรง (ดูรูป)

 
 
 
 

 

 
 
 
  

การแบ่งกลุ่ม Internet Of Things เราสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่มหลักๆด้วยกันคือ

 
  1. Commercial IOT อุปกรณ์ IoT ในกลุ่มนี้จะเชื่อมต่อแบบ IP network เพื่อเข้าสู่ internet ได้โดยตรง

  2. Industrial IoT อุปกรณ์ IoT ในกลุ่มนี้จะสื่อสารแค่ในกลุ่ม Sensor node เดียวกัน(local devices ) อาจไม่ได้เชื่อมสู่อินเตอร์เน็ต

โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP ในปัจจุบันได้วางรากฐานสำหรับการต่อยอดระบบ ไปถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ เมื่อผู้ใช้งานระบบ AccCloud ERP ต้องการจะเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกับใน Line Production ในอนาคตสามารถทำได้ในทันที

 

***  Function IOT นี้ น่าจะเปิดบริการให้ใช้งานได้เร็วๆนี้ ***

 

 

5 ขั้นตอนการทำธุรกิจออนไลน์

 
 
 
  1. วางแผนและกลยุทธ์การตลาด

  2. ก่อนอื่นกิจการจะต้อง วิเคราะห์ก่อนครับว่า จุดเด่นของกิจการคืออะไร คู่แข่งเป็นใคร กล่าวคือ ต้องวิเคราะห์ SWOT ของกิจการเสียก่อน หลังจากนั้น วิเคราะห์ Segment , Target และ Position ของสินค้าตนเองในตลาด

  3. วางแผนการดำเนินการ

  4. ในขั้นนี้คือการร่าง Business Model และ แผนการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน เช่นแผนการติดต่อ supplier การหาลูกค้า การหาชื่อ website ที่สอดคล้องกับกิจการ

  5. พัฒนา Web site

  6. ในขั้นตอนนี้ เจ้าของกิจการจะทำการพัฒนา Web site ให้มีความเข้าถึงง่าย ใช้งานง่าย มีความน่าเชื่อถือ และ มี function ครบ และมี การโปรโมชั่นเป็นระยะ

  7. พัฒนา Content Optimization

  8. หรือ การทำ SEO ในขั้นตอนนี้ คือการทำให้ Website ขึ้นหน้าแรกใน Google ** ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในทุกขั้นตอนของการทำ Online Business

  9. อย่าลืมทำ Offline Marketing ควบคู่กันไปด้วย

  10. เช่นการโปรโมท ร้านด้วยวิธีการอื่นๆ

** ท่านทราบหรือไม่ว่า การใช้โปรแกรมบัญชี AccCloud ทันที ที่มีการลงทะเบียน Web site กับเรา

 

โปรแกรมบัญชี AccCloud มี Function ช่วยในการโปรโมท Website ของท่านให้อยู่อันดับที่สูงขึ้นใน Google ด้วยเช่นกัน 

 

ถ้าต้องการเข้าใช้งานโปรแกรมบัญชี Accloud สามาเข้าใช้งานได้ >>ที่นี่<<

 
บทความที่เกี่ยวข้อง 

 

การนำเอานวัตกรรมด้าน Cloud Computing มาใช้ในงานด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมในยุค Thailand 4.0

การนำเอานวัตกรรมด้าน Cloud Computing มาใช้ในงานด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมในยุค Thailand 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 - วิกิพีเดีย
 
 

ในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก การเข้าสู่ตลาดไม่ว่าจะเป็นในด้านใด สามารถทำได้ง่ายไร้ซึ่งข้อจำกัดหลายๆประการดังเช่นสมัยก่อน เนื่องจากความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีของบุคคลทำได้ง่ายขึ้น โมเดลในธุรกิจทุกวันนี้หลายๆกิจการจึงเปลี่ยนมาเป็นการทำให้น้อยแต่ได้ผลมาก และการนำนวัตกรรมมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมจะต้องถูกขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม  

 
 

 

ดังนั้นในด้านของระบบผลิตในภาคอุตสาหกรรม การนำระบบสาระสนเทศในการบริหารองค์กรบนระบบ Cloud (Cloud Based ERP ) จึงนับเป็นสิ่งที่จำเป็นในอันดับต้นๆในการปรับตัวขององค์กร เพื่อประโยชน์ในด้านการบริหารต้นทุน และ การวางแผนจัดการการผลิตให้สามารถผลิตสินค้าได้ทันเวลาและและดูคุณภาพของสินค้าได้ทันที และติดตามด้านการเงินการบัญชี ตลอดจนขั้นตอนในการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่นเดียวกัน ในระบบ Cloud Based ERP จะประกอบไปด้วยส่วนงาน การขาย(Sale) การจัดซื้อ(Purchase) การควบคุมคลังสินค้า (Inventory) การผลิต (Production) การเงินรับชำระและจ่ายชำระ (Financial- Receive/Payment) การบัญชีและภาษีอากร( Accounting @ Tax) โดยที่ระบบจะทำงานผสานกัน เช่น ฝ่ายขายอาจจะอยู่ที่บริษัทลูกค้าและทำการออกใบเสนอราคาจากนั้นทำการ Order จากลูกค้า ฝ่ายขายเช็ค stock โดยหากในคลังมีสินค้าอยู่แล้วฝ่ายขายจะทำการจองสินค้าเพื่อขายแต่หากไม่มีของใน Stock ฝ่ายขายจะทำการแจ้งให้ฝ่ายผลิตไปทำการผลิตสินค้า จากนั้นฝ่ายผลิตจะทำการรวบรวม Order มาเพื่อทำการสั่งผลิต เช่นเดียวกับฝ่ายวางแผนวัตถุดิบว่าในปัจจุบันวัตถุดิบคงคลังเหลือเพียงพอผลิตหรือไม่ จะต้องสั่งซื้อกับ supplier มาเพิ่มจำนวนเท่าใด และ ฝ่ายวางแผนกำลังการผลิต จะต้องตรวจเช็คว่าเครื่องจักรสามารถรับกำลังการผลิตได้มากน้อยแค่ไหนในการผลิตให้ทันเวลา จากนั้นในขั้นตอนระหว่างการผลิตฝ่ายควบคุมคุณภาพจะต้องคอยตรวจสอบว่าจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อบันทึกเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการการผลิต จนกระทั่งผลิตเสร็จจึงรับเข้าสู่คลังสินค้าสำเร็จรูปรอการออกใบส่งไปให้กับลูกค้าอีกทีนึง

 
 

 

 

ในระบบ ERP จะเริ่มจับกระบวนการตั้งแต่การเปิดรับ Order จากลูกค้าและนำไปเปิดใบแจ้งผลิตให้ฝ่ายผลิตเปิด Job งาน โดยที่จะต้องมีการ Set Up สินค้าสำเร็จรูปจะต้องมีสูตรการผลิต และ ต้องมีการกำหนดขั้นตอน พร้อมด้วยเครื่องจักรที่จะใช้ในการผลิตลงในระบบ จากนั้นทันทีที่มีการบันทึกรับ Order เข้ามาระบบจะทำการคำนวณหาสินค้าที่จะต้องสั่งซื้อมาใน Stock ให้อัตโนมัติ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อไปยัง Supplier จากนั้นฝ่ายผลิตจะทำการออกใบ Job Order หรือใบสั่งผลิต เพื่อเป็นตัวตั้งต้นการทำงาน และ ทำการเบิกวัตถุดิบเพื่อทำการผลิต ในระหว่างการผลิตระบบจะทำการเก็บข้อมูลสินค้าระหว่างผลิตในแต่ละกระบวนการว่า สินค้าที่ดีและเสียจำนวนเท่าไหร่ จนกระทั่งผลิตเสร็จ ในระบบจะทำการให้ฝ่ายคลังทำการบันทึกรับสินค้าสำเร็จรูปเพื่อเก็บเข้าสู่คลังสินค้าสำเร็จรูป พร้อมด้วยต้นทุนการผลิตเข้ามาในตัวสินค้า ก่อนจะนำไปส่งมอบ อย่างไรในกระบวนการการส่งมอบโดยปกติแล้วในโรงงานจะมีรถส่งของของตนเอง ดังนั้นในระบบ ERP จึงมีระบบการจัดรถขนส่งเพื่อให้ฝ่ายจัดรถระบุรถให้ไปส่งกับลูกค้าได้

 

โดยในระหว่างที่มีการออกบิลขายตัวระบบเก็บต้นทุนขายในแต่ละบิล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงกำไรขาดทุนเบื้องต้นต่อบิลได้ในทันที จากนั้นจะเป็นขั้นตอนในการวางบิลเก็บเงิน ออกใบเสร็จรับเงิน และ รับเงินเข้าระบบ ทั้งนี้ในระบบ ERP ประกอบด้วยส่วนงานบัญชี การเงิน ที่สามารถติดตามการรับชำระ ดูสถานบิลคงค้างที่ยังไม่ได้เก็บเงิน หรือ ดูว่าเช็คใบไหนที่ยังไม่ได้ขึ้นเงินบ้างได้

 

 

 

นอกเหนือจากนี้ในระบบ AccCloud  ยังมีระบบเสริมการทำงานอีกหลายส่วนเช่น ระบบ Warehouse Online, Point Of Sale , Production Tracking ,PO Online และ อื่นๆ ที่เป็นตัวเสริมเพื่อช่วยในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ระบบ ERP ที่ดีในยุคปัจจุบันจะต้องจำเป็นที่จะต้อง On Cloud เนื่องจากเรากำลังอยู่ในยุค Thailand 4.0 ที่ทุกสิ่งอย่างจะต้องเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน(Connectivity) ทำงานแบบพร้อมๆกัน (Collaboration) และ สามารถติดตามการทำงานได้อย่างในปัจจุบัน(Real Time) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการที่ผู้บริหารสามารถทราบถึงผลการทำงานและสามารถตัดสินใจ เช่นจะรับหรือไม่รับงาน จะตั้งราคาขายเท่าไหร่ หรือ จะดูว่าสินค้าที่ผลิตไปแล้วดีหรือเสียมากน้อยแค่ไหน และแน่นอนในยุคปัจจุบันธุรกิจจะเน้นแข่งขันกันที่เทคโนโลยี และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป ดังนั้นในวันใดที่คู่แข่งหรือ คู่ค้าของเรามีเทคโนโลยีที่สูงกว่า นั่นหมายถึงเขาสามารถบริหารจัดการได้ด้วยเครื่องมือที่ประสิทธิภาพสูงกว่า หากเราปรับตัวไม่ทันนั่นย่อมหมายถึงในอนาคตตัวของเราอาจจะไม่สามารถอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว

 

www.acccloud.tech

ต้นทุนระหว่างการผลิต คืออะไรและมีอะไรบ้าง??

ต้นทุนระหว่างการผลิต หมายถึง วัตถุดิบ ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิต ที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย หรือ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป เช่น การผลิต ขวดพลาสติก ที่ยังไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ หรือ การผลิตขนมปังที่ยังไม่ไม่ได้บรรจุแพ็คเป็นต้น โดยมากงานระหว่างทำ จะอยู่ใน สายการผลิตซึ่งต้องรอระยะเวลาการผลิตให้แล้วเสร็จ

 

เราสามารถแบ่งต้นทุนของวัตถุดิบหรือ วัสดุตามลักษณะของกระบวนการและการควบคุมได้ดังนี้

 
1.วัตถุดิบที่ต้องใช้
 

วัตถุดิบเป็นวัสดุทางตรงที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตเป็นอย่างมาก การควบคุมต้องเน้นทุกกระบวนการ เช่น กระบวนการสั่งซื้อต้องมีการประมาณการที่แม่นยำจากฝ่ายขาย การเก็บวัตถุดิบที่มากเกินไปทำให้เกิดต้นทุนจมที่ไม่เอื้อต่อการผลิต

 
2.งานระหว่างทำ (Work In Process : WIP)
 

งานระหว่างทำหรือ WIP เป็นงานอยู่ในระหว่างกระบวนการที่ยังผลิตไม่เสร็จ เกิดเป็นค่ารักษา, ค่าเสียโอกาส อันเนื่องมาจากการวางแผนและการควบคุมกระบวนการที่ขาดประสิทธิภาพ หรือไม่ทราบถึงข้อมูลที่แท้จริง ก็จะเกิดงานคงค้างในกระบวนการผลิตที่ยังไม่สามารถทำให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้ หากต้นทุนในส่วนนี้ยิ่งมาก ความเสี่ยงต่อการสูญเสียก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย.

 
3.ชิ้นส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Semi Product/Part and Finish Goods)
 

ชิ้นงานเมื่อถูกผลิตเสร็จก็จะถูกส่งเข้าไปเก็บยังคลังสินค้าในกรณีที่ยังเป็นชิ้นส่วนอยู่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป(Semi Product) และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป(Finish Goods). หากเราผลิตมากเกินไปจะมีผลเสียคือ จำนวนสินค้าตงค้างมีมากและมีโอกาสเสียหาย และยังต้องเสียค่าบำรุงรักษามากตามไปด้วย แต่หากน้อยเกินไปจะสูญเสียโอกาสทางการขาย

 

 

ดังนั้นในความสำคัญของการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตจึงจำเป็นมาก ในทุกประเภทธุรกิจผลิต ซึ่งการจะได้ถึงข้อมูลที่แม่นยำต่อการบริหารจัดการเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ระบบที่มีความเชื่อถือได้ และตอบโจทย์ต่อการใช้งานในประเภทธุรกิจนั้นๆด้วย

 
โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมบัญชีที่ออกแบบมาเพื่องานด้านการผลิตโดยเฉพาะและสามารถช่วยเจ้าของกิจการในการควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างแท้จริง

Education Template

Scroll to Top