การจัดการข้อมูลธุรกิจ

ข้อดีของการเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับ Shopee Lazada

การตลาดออนไลน์บน Marketplace ได้กลายเป็นเส้นทางที่สำคัญในการขายสินค้าและบริการในยุคปัจจุบัน กับการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee และ Lazada กับโปรแกรมบัญชี มีประโยชน์มากมายที่น่าสนใจทั้งสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และเล็ก นี้คือข้อดีหลักๆ ที่ผู้ประกอบการสามารถเพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่อ

ประโยชน์ของการเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับ Shopee และ Lazada

1. ความสะดวกในการบันทึกข้อมูล การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับโปรแกรม Shopee หรือ Lazada จะช่วยลดภาระการบันทึกข้อมูลที่ต้องทำด้วยมือ เนื่องจากข้อมูลการขายและการเงินจะถูกส่งอัตโนมัติไปยังระบบบัญชี ทำให้ลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาในกระบวนการบัญชี

2. การจัดการสต็อกอัตโนมัติ การเชื่อมต่อระหว่างแพลตฟอร์ม Marketplace และโปรแกรมบัญชีช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามสต็อกสินค้าได้อย่างอัตโนมัติ และถจัดการสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การบริหารจัดการบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างรวดเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจสอบใบกำกับภาษีและการจัดทำรายงานการเงิน

4. ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะการทำงานด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม Shopee หรือและโปรแกรมบัญชีช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ ทำให้มั่นใจได้ในความถูกต้องและข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก

5. การวางแผนการเติบโต โปรแกรมบัญชีช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการขายและการเงินได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การตรวจสอบรายได้จากแต่ละแพลตฟอร์ม และปรับแผนการขายหรือการจัดการการเงินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชีกับโปรแกรม Shopee และ Lazada เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพในตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งยังอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการทำงาน และป้องกันข้อผิดพลาด ได้เป็นอย่างดี

โปรแกรมบัญชี AccCloud เป็นโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเหมาะกับโปรแกรม Shopee Lazada เป็นโปรแกรมระดับ ERP แต่ราคาระดับโปรแกรมบัญชีทั่วไป เหมาะกับองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ ร้านค้าออนไลน์ และแบบฟอร์มเอกสารสำหรับยื่นสรรพากรที่เพรียบพร้อม เลือกเข้าชมบริการเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมบัญชี AccCloud

ทักษะสำคัญทางบัญชีที่ผู้ประกอบการทุกคนไม่ควรพลาด

การดูแลธุรกิจให้เติบโตและก้าวหน้าอย่างมั่นคงนั้น ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนล้วนมุ่งมั่นที่จะทำให้ถึงจุดนั้น แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงมากขึ้นในแต่ละวัน หากบริษัทไม่มีการปรับตัวให้เหมาะสมก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในการทำงาน ไม่อาจก้าวตามโลกได้ทันก็เป็นได้ หากเราอยากให้ธุรกิจของเราดำเนินงานได้อย่างมรประสิทธิภาพแล้ว เราควรให้ความสำคัญกับการทำบัญชีให้มากๆ และหมั่นฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อการบัญชี เพื่อให้องค์กรของเรามีทักษะที่เข้มแข็งมากพอที่จะบริหารธุรกิจต่อไปได้ ทักษะทางบัญชีที่สำคัญ มีดังนี้

 

1.มีทักษะด้านการทำงานบัญชีแต่ละระบบเป็นอย่างดี เช่น ระบบซื้อ-ขาย การจัดการคลัง

 

การทำงานด้านบัญชีนั้นจะมีอยู่หลายส่วน แต่ละส่วนทำงานแยกกันเป็นระบบ เพื่อให้บริษัทหรือองค์กรบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร้อุปสรรคปัญหา ทักษะแต่ละด้านในการบัญชีจึงสำคัญมาก ทั้งการดูแลระบบซื้อ ระบบขาย ระบบสินค้าคงคลัง ระบบการผลิต ระบบบัญชี ระบบภาษี หากขาดทักษะในระบบใดระบบหนึ่งไปก็อาจทำให้ไม่สามารถทำงานด้านบัญชีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการทุกคนจึงควรศึกษาให้เข้าใจงานบัญชีอย่างรอบด้าน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น

 

2.มีทักษะด้านกระบวนการทำบัญชี การบันทึก ลงข้อมูลบัญชี

 

หากเราต้องการทำธุรกิจให้ก้าวหน้าและมีผลกำไร การบันทึกข้อมูลบัญชีอย่างถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลตัวเลขค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งต้นทุน ค่าดำเนินงาน รายได้ ผลกำไร ผลตอบแทนธุรกิจ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นผลลัพธ์ของการทำธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น สะดวกต่อการวางแผนงานต่างๆ ในอนาคต

 

3.มีทักษะในการวิเคราะห์และบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

 

เมื่อเรามีการทำบัญชีแล้ว ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในบัญชีจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ผู้ทำธุรกิจทุกคนก็ควรมีทักษะความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นอย่างดีด้วย จึงจะช่วยให้นำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งมีทักษะการวิเคราะห์และการบริหารค่าใช้จ่ายมากเท่าไร โอกาสที่ธุรกิจจะเจริญเติบโตไปได้ไกลก็มีมากเท่านั้น

 

4.มีทักษะด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำบัญชี

 

ความรู้ด้านกฎหมายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำธุรกิจ ยิ่งเป็นการทำบัญชีด้วยแล้ว หากลงข้อมูลผิดพลาดก็อาจเป็นผลเสียต่อบริษัทหรือองค์กรของเราอย่างไม่ตั้งใจขึ้นมาได้ นักบัญชีที่ดีต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายด้านบัญชีบ้าง เพื่อให้สามารถจัดการการทำบัญชีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กรณีที่มีการทำรายงานการจัดซื้อ การขาย การจ่ายภาษี นักบัญชีที่มีทักษะนี้ก็จะสามารถทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา

 

5.มีทักษะในการบริหารจัดการและประสานงานที่ข้องเกี่ยวกับการทำบัญชี

 

การทำบัญชีเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการทำงานหลายด้าน หากขาดทักษะการบริหารหรือการประสานงานแล้ว การจะดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกคนจึงควรมีทักษะในด้านนี้ให้มากๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานบัญชีเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการขาดทุน ป้องกันการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ช่วยให้การดำเนินงานมีความงเหมาะสมมากขึ้น ช่วยให้การดูแลด้านการซื้อ-ขาย การจัดการคลัง การจ่ายภาษี มีการดำเนินงานที่ดี ถูกต้องตามหมาย ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กร เมื่อเรามีทักษะเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว ธุรกิจของเราก็จะเจริญเติบโตและก้าวหน้าอย่างมั่นคงได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

โปรแกรมบัญชี
ทักษะสำคัญทางบัญชีที่ผู้ประกอบการทุกคนไม่ควรพลาด

ปัจจัยเบื้องต้นกับการวางแผนการผลิต

การวางแผนและควบคุมการผลิต

 

มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดและให้เป็นที่พอใจแก่ความต้องการของลูกค้าความหมายของทรัพยากรในที่นี้รวมหมายถึงสิ่งอํานวยความสะดวกในการผลิตเช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์แรงงานและวัตถุดิบ การใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดนั้น เป็นหน้าที่ของผู้บริหารโรงงาน โดย ผ่านหน้าที่ของฝ่ายวางแผนและควบคุมการผลิต โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการพยากรณ์การวางแผน การ กําหนดงาน การวิเคราะห์การควบคุมสินค้าคงคลัง และการควบคุมการดําเนินงานการผลิต

 

ดังนั้น ในขั้นตอนของการวางแผน จะต้องมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ เช่น จำนวนของสินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือ แรงงานที่สามารถใช้ได้ ณ เวลาหนึ่งๆ ระยะเวลาในการรอคอยของลูกค้า(ความเร่งด่วน) และต้นทุนที่เกี่ยวข้องมาช่วยในการตัดสินใจ การจัดส่งต่างๆ และอื่นๆตามในรูปที่ 1 แสดงถึงตัวแปรที่เกี่ยวข้องสำหรับการตัดสินใจวางแผนการผลิต

 
 
 
 

รูปที่ 1 แสดงผังการตัดสินใจในการวางแผนการผลิต

การวางแผนและควบคุมการผลิต

1 การจัดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling : MPS)

 

การจัดตารางการผลิตหลัก (MPS) เป็นการจัดทําแผนการผลิตที่ระบุเจาะจงลงไปว่าจะ ทําการผลิตชิ้นงานอะไร จํานวนเท่าใด และจะต้องเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด โดยทั่วไปมักจะจัดทํา ตารางการผลิตหลักเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์ ข้อมูลในตารางการผลิตหลักจะมาจากการแปลงค่าจากการพยากรณ์ยอดขาย ซึ่งอาจจะคํานวณ ตามหลักทางสถิติหรือมาจากใบสั่งซื้อของลูกค้า

 

2 การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning : MRP)

 

การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) เป็นเทคนิคในการจัดการเกี่ยวกับความต้องการ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบและวัสดุอื่นๆ เพื่อให้สามารถรู้ถึงปริมาณความต้องการในแต่ละ ช่วงเวลาและสามารถจัดหาได้อย่างเพียงพอและทันเวลา

 

โดยข้อมลจากตารางการผลิตหลัก (MPS) ซึ่งจะบอกถึงสิ่งที่จะต้องผลิตว่ามีจํานวนเท่าใด ในเวลาใด จากนั้นจะพิจารณาถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตว่าประกอบด้วยวัตถุดิบ ชิ้นส่วน ชิ้นส่วนประกอบและวัสดุอื่นๆ อะไรบ้าง เพื่อจะใช้ในการจัดหา

 

3. การวางแผนความต้องการกําลังการผลิต (Capacity Requirement Planning : CRP)

 

การวางแผนความต้องการกําลังการผลิต (CRP) เป็นการจัดทําแผนที่เกี่ยวข้องกับการ กําหนดกําลังการผลิตที่จําเป็นสําหรับแต่ละสถานีงาน (Working Station) เช่น แรงงาน เครื่องจักร หรือปัจจัยการผลิตทางกายภาพอื่นๆ ว่าควรจะต้องมีปริมาณเท่าใด และต้องการในช่วงเวลาใด โดยจะรับข้อมลความต้องการวัสดุจาก MRP มาทําการประเมินผลเกี่ยวกับภาระงาน (Work Load) ของสถานีงานต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

 

Function ต่างๆเหล่านี้สามารถพบได้ใน โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP

องค์กรแห่งการเรียนรู้ คืออะไร

คำว่าการเรียนรู้นั้นเป็นหัวใจสำคัญของการเติิบโตขององค์กร ดังนั้นองค์กรที่ดีจะต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวไว้ว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นองค์กรที่ทำงานผลิตผลงานไปพร้อม ๆ กับเกิดการเรียนรู้ สั่งสมความรู้ และสร้างความรู้จากประสบการณ์ในการทำงาน พัฒนาวิธีทำงานและระบบงานขององค์กรไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ผลลัพธ์ (Output) ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ ผลงานตามภารกิจที่กำหนด การสร้างศาสตร์หรือสร้างความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจขององค์กรนั้น รวมทั้งการสร้างคน อันได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กร หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับองค์กร จะเกิดการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยอาศัยการทำงานเป็นฐาน องค์กรแห่งการเรียนรู้ จะมีลักษณะเป็นพลวัต (dynamic) มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของพัฒนาการด้านต่าง ๆ คล้ายมีชีวิต มีผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการสร้างนวัตกรรม (innovation) รวมทั้งมีบุคลิกขององค์กร ในลักษณะที่เรียกว่า วัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ที่ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์สามารถรู้สึกได้

 
โปรแกรมบัญชี AccCloud.co
 
 
 
 

แนวทางในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามแนวคิดของ Senge (1992) มีหลักการพื้นฐานทั้งสิ้น 5 ประการ ดังนี้

 

1. ความรอบรู้แห่งตน ( Personal Mastery ) ความเชี่ยวชาญ ( Proficiency) ของคนสามารถเข้าใจและชัดเจนในเป้าหมายของชีวิต สามารถกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตตนเองได้ สามารถค้นหาและกำหนดวิสัยทัศน์(Vision) ของตนเองได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง

 

2. แบบแผนทางความคิด (Mental Model) หรือ โลกทัศน์ของตนเองที่เข้าใจต่อโลก ต่อหน่วยงาน องค์กร หรือธุรกิจ

 

3. วิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนทั้งองค์กรเป็ฯการสร้างทัศนะการร่วมมือทำงานกันอย่างมุ่งมั่นและไปในทิศทางเดียวกันของทั้งองค์กร

 

4. การเรียนรู้ของทีม (Team Learning) การถ่ายทอดความรู้ร่วมกันภายในทีม เพื่อเป็นการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ภายใต้บริบทของการร่วมมือประสานงานกัน

 

5. การคิดอย่างเป็นระบบ ( Systematic Thinking) การที่บุคคลมีแนวคิดแบบองค์รวมสามารถมองภาพรวมของการทำงานได้อย่างเป็ฯระบบ ซึ่งช่วยให้มองเห็นรูปแบบปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ Marquardt (2002) ได้เสริองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุนการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อีก 2 ประการคือ

 

1. การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ซึ่งประกอบด้วยการจัดการความรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้ใหม่

 

2. การใช้เทคโนโลยี ( Technology Application ) หมายถึงการนำเอาความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่สามารถก้าวนำหน้าองค์กรอื่นๆได้

 
 

โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP เกิดจากประสบการณ์ และ การเรียนรู้จากหลายๆองค์กร ซึ่งพัฒนาร่วมกันมาเป็นความสามารถของโปรแกรมบัญชี

 
 

ที่มา www.acccloud.tech

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

Internet Of Things (IOT) Part 1

 
 
 

หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าอะไรคือ Internet Of Thing (IOT) ที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้ บทความนี้ผมจะอธิบายหลักการและการนำไปใช้คร่าวๆของ IOT ว่าคืออะไร

 

แนวคิดของ IOT จริงแล้วเริ่มมาตั้งแต่ปี 1999 โดย Kevin Aston นักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบัน MIT ที่อเมริกา ได้เริ่มต้นจากการทำ RFID Sensors มาทำการเชื่อมต่อกัน (ปัจจุบันเราใช้คำว่า smart มาแทนสื่อความหมายของการเชื่อมต่อ) โดยประโยชน์ของการเชื่อมต่อเหล่านี้กับอุปกรณ์ขั้นมูลฐานมันจึงทำให้เครื่องมือคุยกันได้รู้เรื่องผ่านในโครงข่ายของมันเอง

 

ต่อมากมีการเพิ่ม Sensor node ขึ้นมา จึงทำให้เกิด Wireless Sensor Node (WSN) ขึ้นให้กับอุปกรณ์ต่างสามารถเชื่อมต่อกันได้ และเครื่องมีอต่างๆเหล่านั้นจะมีการเชื่อมต่อกันภายใต้เทคโนโลยี ด้านการเข้าถึง (Access Technology อยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ 1. Bluetooth 4.0 , IEEE 802.15.4e , WLAN IEEE 802.11 (WIFI)

 

ต่อมาเมื่อมีการสื่อสารของอุปกรณ์มากขึ้นก็ได้มีการพัฒนา Gate way sensor เอาไว้เพื่อช่วยในการจัดการ การเชื่อมต่อไปยังเครือข่าย Internet โดยข้อมูลจะส่งผ่านไปยัง Internet ได้โดยตรง (ดูรูป)

 
 
 
 

 

 
 
 
  

การแบ่งกลุ่ม Internet Of Things เราสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่มหลักๆด้วยกันคือ

 
  1. Commercial IOT อุปกรณ์ IoT ในกลุ่มนี้จะเชื่อมต่อแบบ IP network เพื่อเข้าสู่ internet ได้โดยตรง

  2. Industrial IoT อุปกรณ์ IoT ในกลุ่มนี้จะสื่อสารแค่ในกลุ่ม Sensor node เดียวกัน(local devices ) อาจไม่ได้เชื่อมสู่อินเตอร์เน็ต

โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP ในปัจจุบันได้วางรากฐานสำหรับการต่อยอดระบบ ไปถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ เมื่อผู้ใช้งานระบบ AccCloud ERP ต้องการจะเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกับใน Line Production ในอนาคตสามารถทำได้ในทันที

 

***  Function IOT นี้ น่าจะเปิดบริการให้ใช้งานได้เร็วๆนี้ ***

 

 

การตลาด 4.0 คืออะไร และจะช่วยอย่างไรในธุรกิจเราได้

 
 
 

การตลาด 4.0 เป็นวิธีการทำตลาด แบบonline + offline ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าเข้าด้วยกัน โดยใช้การเชื่อมต่อให้เป็นประโยชน์ในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ โดยเป็นการกำหนดนิยามใหม่ให้กับการตลาด ซึ่งการตลาด Digital และการตลาดแบบ Traditional จะสามารถดำเนินการควบคู่กันไปในการตลาด 4.0 โดยมีเป้าหมายเพื่อชนะใจลูกค้า “แก่นแท้ของการตลาด 4.0 คือการเข้าใจถึงการเปลี่ยนบทบาทของการตลาดแบบดั้งเดิม ร่วมกับการตลาดดิจิทัลในการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า”

 

แนวทางสำคัญของการตลาด 4.0 เริ่มจากการตลาดที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ซึ่งเน้นการทำให้แบรนด์มีคุณลักษณะคล้ายมนุษย์ จากนั้นจะศึกษาเรื่องการตลาดคอนเทนต์ (Content Marketing) ให้ละเอียดยิ่งขึ้นเพื่อสร้างบทสนทนาที่โดนใจผู้บริโภค รวมทั้งการนำการตลาดแบบเข้าถึงแบรนด์ได้ทุกช่องทาง หรือ Omnichannel Marketing มาใช้เพิ่มยอดขาย

 

หลักการของ Thailand 4.0 จะเน้นอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ

 

1.) เปลี่ยนแปลงจากการผลิตสินค้าทั่วไป เป็นสินค้าเชิงนวัตกรรมมากขึ้น 2.) มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในอุตสาหกรรม 3.) เปลี่ยนจากประเทศที่รับจ้างการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เป็นการเน้นภาคบริการมากกว่าเดิม

 

5 กลยุทธ์สำหรับ Marketing 4.0

 
โปรแกรมบัญชี AccCloud.co
 
 
 
 

Aware – รู้จักสินค้า Appeal – ชื่นชอบสินค้า Ask – เรียนรู้ (เช็ครีวิว – ถามเพื่อน – โทรติดต่อ call center – เช็คราคา) Act – ซื้อจากร้านหรือออนไลน์ ตัดสินใจใช้บริการ Advocate – ใช้ซ้ำ หรือแนะนำให้คนอื่น กลายเป็นผู้สนับสนุนให้กับแบรนด์

 
 

ดังนั้นเราสามารถปรับแนวคิดของ Marketing4.0 มาใช้ในธุรกิจได้ดังนี้

 
  1. การนำเสนอข้อมูลสินค้าให้ตรงกลุ่ม โดยดูจากข้อมูล

  2. การใช้ข้อมูล และ เครื่องมืออำนวยความสะดวกออนไลน์ ตัวอย่างเช่น การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ AccCloud ERP เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดเป็นต้น

  3. เมื่อเราทราบข้อมูลแล้ว การมุ่งไปที่กลุ่มเห้าหมายย่อมทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  4. สามารถรับฟังเสียงตอบรับและความคิดเห็นลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น

  5. สามารถสร้างช่องทางการขายออนไลน์ได้ ไม่จำกัด

  6. สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

สามารถเข้าใช้โปรแกรมบัญชีได้ที่ >>> โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP

 
บทความที่เกี่ยวข้อง
 
 

แนวทางการ สร้างความรู้ ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

การสร้างความรู้เราจึงต้องรู้จักการนำความรู้ที่ไม่ชัดเจนขึ้นมาให้เป็นความรู้ที่ชัดเจน โดยมีแนวคิดสร้างความรู้ซึ่ง Nonaka (1994) ได้พัฒนารูปแบบการเปลี่ยนแปลงของความรู้ที่เรียกว่า SECI Model ( Socialization, Externalization, Combination, Internalization) โดยมีหลักการดังแสดงในภาพประกอบ ดังนี้

 
โปรแกรมบัญชี AccCloud.co
 
 
 

 

 

ภาพ แสดงถึง การทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ โดยพัฒนาวงจรของ Tacit และ Explicit Knowledge

 

ตามรูปแบบดังกล่าว การสร้างความรู้เกิดขึ้นใน 4 ลักษณะ คือ Socialization, Externalization, Combination, และ Internalization

 

สำหรับ Socialization คือ การแบ่งปันและสร้าง Tacit Knowledge ด้วยการสื่อสารระหว่างกันในสิ่งที่เป็น Tacit Knowledge ของผู้ที่สื่อสารกัน ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรง เช่น การมีปฏิสัมพันธ์ของบริษัทกับลูกค้าและผู้รับจ้างช่วง หรือลักษณะ “การจัดการด้วยการเดินเยี่ยมในที่ทำงาน” (Management by walking around, MBWA)

 

เมื่อมีการแบ่งปันข้อมูลด้วยกระบวนการทางสังคมดังกล่าวแล้ว จะทำให้เกิดความคิด ใหม่ ๆ และความตระหนัก ถึงข้อมูลใหม่ ๆ ที่เปิดเผยออกมาและควรได้มีการเปลี่ยนให้เป็นรูปของภาษา ซึ่งก็คือ Explicit Knowledge กระบวนการลักษณะนี้เรียกว่า Externalization

 

จากนั้น จะต้องมีการรวมตัวอย่างที่ได้เรียนรู้ของ Explicit Knowledge เข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้ใหม่จากการกระทำดังกล่าว ในขั้นนี้ระบบสารสนเทศจะมีบทบาทสำคัญมาก

 

ลักษณะการสร้างความรู้ขั้นสุดท้าย คือ ขั้น Internalization ซึ่งเป็นการนำความรู้ไปปฏิบัติทำให้มีการแปลง Explicit Knowledge ให้เป็น Tacit Knowledge โดยจะมองเห็นเป็นเทคโนโลยี สินค้า บริการ และการแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกค้า และการมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าก็จะนำกระบวนการกลับไปสู่วงจรเดิม คือ ขั้นแรกของการสร้างความรู้ คือ Socialization อีก

 

กล่าวคือ Socialization เป็นการรับความรู้สู่ภายใน การแบ่งปันและสร้างความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรง เช่นการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงความคิดเห็นที่แลกเปลี่ยน

 

Externalization เป็นการนำความรู้ภายในบุคลสู่ภายนอก ในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยเป็นการเปลี่ยนจาก Tacit knowledge ไปเป็น Explicit knowledge เช่นการบรรยาย สัมมนา หรือ การเขียนคู่มือการปฏิบัติงาน

 

Combination เป็นการผนวกความรู้ที่ชัดเจนจากภายนอกเข้าด้วยกัน โดยการรวบรวม ข้อความเอกสาร บทความ หลายๆชุดเพื่อประมวลไปเป็นความรู้ใหม่ (รวม Explicit knowledge หลายประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นความรู้ใหม่เกิดขึ้นมา) และ

 

Internalization เป็นการรับความรู้จากภายนอกเข้ามาสู่ภายในบุคคล และ เป็นการแปลง explicit knowledge ไปเป็น tacit knowledge อีกหนนึง มักจะเกิดการนำความรู้ที่เรียนรู้มาปฏิบัติ และนำไปปรับใช้ในการทำงานจนทำให้เกิดทักษะ และความชำนาญ จนกลายเป็น Tacit knowledge ใหม่อีกหนนึง และ กระบวนการจะเริ่มวนกลับมาที่ Socialization ใหม่อีกรอบ

 

 

 

การแปรรูปจาก Tacit Knowledge ไปเป็น Explicit Knowledge สุดท้ายจะได้เป็นความรู้ที่จับต้องได้เช่นหนังสือ ตำรา คู่มือ หรือสื่ออื่นๆเช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์

 

โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP เป็นตัวอย่างนึงของการแปรรูปความรู้จาก Tacit knowledge ไปเป็น Explicit knowledge โดยรวบรวมจากประสบการณ์ทางด้านระบบบัญชี ระบบสารสนเทศ ระบบการผลิต ต่างๆรวมกันเป็น Software ที่ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้ในทุกระดับ

 

 

 

ที่มา www.acccloud.tech

 

 

องค์ประกอบของการจัดการความรู้

บทความนี้จะยาวหน่อยนะครับ (ตั้งใจเขียนพอสมควร) เรื่องนี้ค่อนข้างจำสำคัญคือองค์ประกอบของการจัดการความรู้ ครับ

 

 

 
 
 
 

 

 

ในการจัดการความรู้โดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนคือ คน (man) เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology-IT) และกระบวนการจัดการความรู้ (process) โดย Awad and Ghaziri (2004) ได้กล่าวถึง ความสำเร็จของความรู้เกิดจากการผสมผสานระหว่างการทำงานของคน กระบวนการ และ เทคโนโลยี มีรายละเอียดดังนี้

 

ก. องค์ประกอบแรกสุดคือ คน (man) ในการจัดการความรู้ คนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เนื่องจากคนเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ส่วนบุคคล (personal knowledge management-PKM) คือ ผู้ซึ่งต้องการจัดการความรู้เพื่อการใช้ประโยชน์กับตัวเอง จึงสามารถจัดการทุกอย่างทุกขึ้นตอนได้เองเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่น(ศรัญญาภรณ์ , 2554) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการความรู้หรือ KM Team ขององค์กรอาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆด้วยกัน คือ ส่วนงานหลักหรือส่วนงานถาวร (core team or permanent team) และส่วนงานชั่วคราว (contemporary team)

 

ส่วนงานหลักหรือส่วนงานถาวรเป็นคณะทำงานที่รับผิดชอบการดำเนินการจัดการความรู้ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนงานนี้จะประกอบด้วยบุคลากร 3 ฝ่าย ได้แก่ หัวหน้างาน หรือผู้จัดการความรู้ เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ซึ่งมีบทบาทในการขุดหา ความรู้ภายในองค์กรออกมาโดยการใช้โครงการการจัดการความรู้ รับผิดชอบในการสร้างวิสัยทัศน์ในสิ่งที่เป็นไปได้ ออกแบบกรอบงานที่ให้ผลคุ้มค่า และ เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ประสานงานและการจัดให้มีกิจกรรมการจัดการความรู้ทั้งหมดขององค์กร และบุคลากรกลุ่มที่สอง ได้แก่ หัวหน้างาน (Chief Information Officer- CIO) เป็นผู้รับผิดชอบงานทั้งหมดขององค์กร และ กลุ่มสุดท้ายคือ ตัวแทนจากกลุ่มงานหลักขององค์กร

 

ส่วนงานชั่วคราว เป็นคณะกรรมการที่มาจากกลุ่มเฉพาะ (Tiwanna, 2002: 206) องค์กรต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ขององค์กร คือ กลุ่มผู้ใช้ผลผลิตและบริการขององค์กร จึงควรให้บุคคลเหล่านั้นมาเป็นหุ้นส่วนและร่วมกันวางแผนงานให้กับองค์กร (Rumizen, 2002: 67) นอกจากทีมงานทั้งสองทีมแล้ว บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการจัดการความรู้ขององค์กรอย่างมากคือ ผู้บริหารสูงสุด (Chief Executive Officer-CEO) โดยปกติจะอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาโครงการจัดการความรู้

 

ข. องค์ประกอบที่สองคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology-IT) สมชาย นำประเสริฐกุล (2546:105) ได้กล่าวว่า ในเรื่องของการจัดการความรู้นั้นมีงานวิจัยเป็นจำนวนมากที่พยายามอธิบายความสัมพันธ์และบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู้ ดังที่ปรากฎว่าเป็นเรื่องราวจำนวนมากที่แสดงถึงการจัดการความรู้ขององค์กรผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ แม้ว่ากระบวนการจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่ไม่ใช้เทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีก็เป็นที่ถูกคาดหมายว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การจัดการความรู้ประสพความสำเร็จ องค์กรส่วนใหญ่จึงมีการจัดสรรงบประมาณในการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการความรู้ขององค์กร

 

เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทในการจัดการความรู้ประกอบด้วยเทคโนโลยีในการสื่อสาร (Communication Technology) ช่วยให้บุคลากรสามารถเข้าถึงความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวมทั้งสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เชียวชาญสาขาต่าง ๆ ในการค้นหาข้อมูล สารสนเทศผ่านเครือข่ายได้ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต หรือโซเชียลมีเดีย เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน (Collaboration Technology) ช่วยให้สามารถประสานการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคเรื่องของระยะทาง และเทคโนโลยีในการจัดเก็บ (Storage Technology) ช่วยในการจัดเก็บและจัดการความรู้ต่าง ให้เป็นระเบียบและสะดวกต่อการค้นหา โดยเทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนช่วยประสาน สนับสนุนและอำนวยความสะดวกกระบวนการจัดการความรู้ ทั้ง 3 ดังนี้

 

การแสวงหาความรู้ เป็นการแสวงหาความรู้ทั้งที่เป็นการหยั่งรู้เอง (Tacit Knowledge) ทักษะ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทั้งนี้ผู้มีประสบการณ์สูง จะมองเห็นแนวโน้มหรือทิศทางความต้องการใช้ความรู้ด้านต่าง ๆ แล้ววางแผนและดำเนินการที่จะจัดหาความรู้นั้น ๆ มา โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทต่าง ๆ เป็นเครื่องช่วยประสานและอำนวยความสะดวก

 

การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ เป็นการเผยแพร่และกระจายความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ในการนี้ การเรียนรู้จากผู้เชียวชาญจะช่วยให้ผู้ดำเนินการจัดการความรู้มือใหม่ผ่านเครือข่ายการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ

 

การใช้ประโยชน์จากความรู้ การเรียนรู้จะบูรณาการอยู่ในองค์กร มีอะไรอยู่ในองค์กร สมาชิกองค์กรสามารถรับรู้และประยุกต์ใช้สถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ทั้งการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ และการใช้ประโยชน์ความรู้ จะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม ในความหมายของ IT ไมได้หมายถึงเพียงแค่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์เพียง เท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้หมายรวมถึงความสำคัญของคน เป้าหมายที่คนวางหรือกำหนดในการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ คุณค่าในการเลือกใช้เทคโนโลยีตลอดจนเกณฑ์ในการประเมินที่ใช้ในการตัดสินใจในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในงานต่าง ๆ (Zorkoczy, 1984, p.12)

 

ค. องค์ประกอบที่สามคือ กระบวนการจัดการความรู้ (Process)

 

วิจารณ์ พานิช (2549)ได้กล่าวถึงกระบวนการจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาของความรู้ หรือการจัดการ ความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอนดังนี้คือ

 
  1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) เป็นการพิจารณาว่าองค์กรเรามีพันธกิจ วิสัยใทัศน์ เป้าหมายอะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด และอยู่ที่ใคร

  2. การสร้างและการแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation & Acquisition) เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว

  3. การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

  4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification & Refinement) เช่นการปรับปรุงเอกสารให้เป็นรูปแบบมาตรฐาน ใช้ภาษาในการสื่อสารเป็นภาษาเดียวกัน ประปรุงเนื้อหาความรู้ให้สมบูรณ์

  5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Dissemination & Access) เป็นการทำให้ผู้ใช้เข้าถึงความรู้อย่างเป็นระบบได้ง่ายและสะดวกขึ้น การกระจายความรู้ให้ผู้อื่นทางช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม

  6. การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการนำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกันด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น ในกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ คลังความรู้ หรือในกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจทำเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่ม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ และระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น

  7. การเรียนรู้และการนำไปใช้งาน (Learning & Utilization) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการการจัดการความรู้ เป็นการที่บุคคลเกิดการเรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน และหมุนเวียนไปอย่างต่อเนื่อง

โปรแกรมบัญชี AccCloud.co
 
 

ผ่านประสบการณ์ที่มีผลสำเร็จ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญที่ได้ผ่านการทดลองใช้มาแล้ว เนื่องจากการเติบโตของความรู้และองค์กรธุรกิจใช้ความรู้มากขึ้น ทำให้ลักษณะการทำงานขององค์กรปลี่ยนไป ลักษณะของงานที่เปลี่ยนแปลง ไปเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้มีการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยเช่นกัน

 

ท่านผู้อ่านสามารถดูตัวอย่างการจัดการความรู้ที่ประสบความสำเร็จในรูปของ Software ที่ได้จากองค์ความรู้ ได้ที่ www.acccloud.tech

 

ที่มา โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP

5 ขั้นตอนการทำธุรกิจออนไลน์

 
 
 
  1. วางแผนและกลยุทธ์การตลาด

  2. ก่อนอื่นกิจการจะต้อง วิเคราะห์ก่อนครับว่า จุดเด่นของกิจการคืออะไร คู่แข่งเป็นใคร กล่าวคือ ต้องวิเคราะห์ SWOT ของกิจการเสียก่อน หลังจากนั้น วิเคราะห์ Segment , Target และ Position ของสินค้าตนเองในตลาด

  3. วางแผนการดำเนินการ

  4. ในขั้นนี้คือการร่าง Business Model และ แผนการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน เช่นแผนการติดต่อ supplier การหาลูกค้า การหาชื่อ website ที่สอดคล้องกับกิจการ

  5. พัฒนา Web site

  6. ในขั้นตอนนี้ เจ้าของกิจการจะทำการพัฒนา Web site ให้มีความเข้าถึงง่าย ใช้งานง่าย มีความน่าเชื่อถือ และ มี function ครบ และมี การโปรโมชั่นเป็นระยะ

  7. พัฒนา Content Optimization

  8. หรือ การทำ SEO ในขั้นตอนนี้ คือการทำให้ Website ขึ้นหน้าแรกใน Google ** ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในทุกขั้นตอนของการทำ Online Business

  9. อย่าลืมทำ Offline Marketing ควบคู่กันไปด้วย

  10. เช่นการโปรโมท ร้านด้วยวิธีการอื่นๆ

** ท่านทราบหรือไม่ว่า การใช้โปรแกรมบัญชี AccCloud ทันที ที่มีการลงทะเบียน Web site กับเรา

 

โปรแกรมบัญชี AccCloud มี Function ช่วยในการโปรโมท Website ของท่านให้อยู่อันดับที่สูงขึ้นใน Google ด้วยเช่นกัน 

 

ถ้าต้องการเข้าใช้งานโปรแกรมบัญชี Accloud สามาเข้าใช้งานได้ >>ที่นี่<<

 
บทความที่เกี่ยวข้อง 

 

การจัดการของเสียในโรงงานอุตสาหกรรม

บทความนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ โปรแกรมบัญชี AccCloud ERP สักเท่าไหร่นะครับ แต่เป็นประสบการณ์จากที่ได้ไป Consult โรงงานมาหลายๆที่

 

ทุกโรงงานไม่ว่าจะมีการจัดการที่ดี หรือไม่ก็ตาม จะมีสิ่งนึงที่คล้ายๆกันคือ ของเสียจากการผลิต ไม่ว่าจะเป็นของที่ต้องเสียทิ้งจริงๆหรือ ของที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ในกรณีที่ของเสียทิ้งจริงๆการจัดการของเสียนับเป็นสิ่งที่สำคัญหลักคือพยายาม ให้นึกถึงโรงงานคือร่างกายของเราเอง ของเสียคือสิ่งที่ขับถ่ายจากร่างกาย ดังนั้นการจะสิ่งของเสียจากร่างกายต้อง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ปริมาณให้เพียงพอไม่มากเกินไป

 

ในโรงงานก็เช่นเดียวกันหลักการคือ

 

1. ลดการใช้วัตถุดิบ ใช้เท่าที่จําเป็น (Reduce)

 

2. พยายามซ้ำ (Reuse)

 

3 นำมาแปรรูปมาใช้ใหม่ (Recycle)

 

โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการจัดการของเสีย จะมีกิจกรรมต่างๆดังนี้คือ

๐ มีปรับปรุงกระบวนการผลิตทั้งในส่วนของการผลิตและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

๐ จัดการกับของเสียแต่ละประเภทตามสมควรและ คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

๐ ยึดตามกฎหมายกําหนดเป็นตัวตั้งต้นก่อน จากนั้นค่อยมาดูกิจกรรมการจัดการของเสียชนิดต่างๆ ตั้งแต่การจัดเก็บของเสีย การนําไปใช้ และการกำจัดทิ้ง

 

ประโยชน์จากการจัดการของเสีย หลักๆคือการลดต้นทุนการปฏิบัติงาน การลดต้นทุนพลังงาน การมีพื้นที่ใช้สอยในโรงงานที่มากขึ้น และ แน่นอนว่าประสิทธิภาพการผลิตจะสูงขึ้นตามไปด้วยครับ

 
 
 
 

 

 

 

 

 

Education Template

Scroll to Top