เดือน: กันยายน 2023

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ? ตรวจสอบยังไงได้บ้าง ?

การเสียภาษี เป็นกระบวนการทางการเงินที่สำคัญที่ประชาชนและธุรกิจทุกอย่างต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่ตนอยู่ การเสียภาษีเป็นวิธีที่รัฐบาลรวบรวมเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐ ซึ่งเงินที่รัฐรวบรวมจากภาษีนี้จะถูกใช้ในการจ่ายค่าให้บริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ การเคลื่อนที่ และโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ

ภาษีย้อนหลัง คือ

เป็นการชำระภาษีที่ไม่ครบตามกำหนด ซึ่งสรรพากรจะตรวจสอบว่าเข้าข่ายการเลี่ยงภาษีหรือไม่ โดยตรวจสอบจากย้อนชำระเก่า ๆ หากมียอดชำระที่แปลกไป สรรพากรจะตรวจสอบและติดต่อเราให้ชำระภาษีให้ครบตามที่กำหนดนั่นเอง

ค่าปรับภาษีย้อนหลัง

1. ยื่นเสียภาษีทันกำหนด แต่ไม่ครบ

  • เสียค่าปรับ 0.5 – 1 เท่าของภาษี

2. ยื่นเสียภาษีเกิดกำหนด

  • เสียค่าปรับ 1 -2 เท่าของภาษี
  • มีโทษทางอาญาสูงสุด 2,000 บาท

3. ตั้งใจไม่ยื่นเสียภาษี

  • เสียค่าปรับ 2 เท่าของภาษี
  • มีโทษทางอาญาสูงสุด 5,000 บาท จำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. เจตนาหนีภาษี

  • เสียค่าปรับ 2 เท่าของภาษี
  • มีโทษทางอาญาสูงสุด 200,000 บาท จำคุกสูงสุด 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาษีย้อนหลัง มีอายุความกี่ปี

  • ภาษีเงินได้

ภาษีเงินได้ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและแบบนิติบุคคล มีอายุความ 2 ปี สามารถขอขยายอายุความได้สูงสุด 5 ปี รวมถึงสรรพากรมีสิทธิในการดูรายการเดินบัญชีได้ตลอดเวลา

  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ

เป็นภาษีทีมาจากการประกอบกิจการ มีอายุความมากถึง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มยื่นภาษี ตามมาตรา 193/31 

ทำยังไง หากไม่อยากโดนเรียกภาษีย้อนหลัง ?

  • ยื่นและชำระภาษีให้ครบตามกำหนดทุกปี
  • ทำบัญชีการยื่นภาษีแบบรายเดือน
  • ตรวจสอบเอกสารรายรับของธุรกิจ
  • ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้งกับภาษี

ดังนั้น การปฏิบัติตามกฎหมายและชำระภาษีตามกำหนดอย่างถูกต้อง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันความเสี่ยงในการโดนเรียกภาษีย้อนหลัง การปฏิบัติตามกฎหมายช่วยปกป้องความถูกต้องและลดความเสี่ยงในการเผชิญกับการโดนเรียกภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากรได้นั่นเอง

ทริคการคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน คำนวณยังไง เสียเท่าไหร่บ้าง ?

“ภาษี” คือเงินที่คนหรือธุรกิจต้องจ่ายให้รัฐหรือรัฐบาล เพื่อรองรับงบประมาณและการดำเนินกิจกรรมของรัฐ ภาษีมีบทบาทสำคัญในการเก็บเงินสำหรับรัฐเพื่อใช้ในการให้บริการสาธารณสุข การศึกษา การสร้างสถานที่สาธารณะ และอื่น ๆ ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งแต่ละประเภทของภาษีมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันไป 

ฐานภาษี 

คือ ค่าหรือปริมาณที่ใช้เป็นพื้นฐานในการคำนวณจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายในภาษี ฐานภาษีสามารถเป็นรายได้ มูลค่า ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นวัตถุสภาพที่ใช้ในกระบวนการเก็บเงินภาษี โดยทั่วไปแล้ว ภาษีจะเริ่มต้นที่กลุ่มเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี สูงสุดมากกว่า 5 ล้านบาทต่อปี มีวิธีคำนวณสูตรง่าย ๆ คือ

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

ภาษีมีอะไรบ้าง 

  • ภาษีเงินได้แบบบุคคลธรรมดา และ แบบนิติบุคคล
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ
  • ภาษีอากรแสตมป์
  • ภาษีสรรพสามิต

วิธีการคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน

  • เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท : ได้รับยกเว้น
  • เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท : อัตราภาษี 5%
  • เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท : อัตราภาษี 10%
  • เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท : อัตราภาษี 15%
  • เงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 บาท : อัตราภาษี 20%
  • เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท : อัตราภาษี 25%
  • เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท : อัตราภาษี 30%
  • เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาท : อัตราภาษี 35%

ค่าลดหน่อยภาษี 

คือ รูปแบบหนึ่งของการลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในภาษีโดยตรง นั่นคือ ค่าลดหน่วยภาษีจะลดจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายในภาษีตรง ๆ นั่นเอง ไม่ใช่การลดรายได้ก่อนที่จะคำนวณภาษีแต่อย่างใด เช่น

  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาทต่อคน (แรกเกิด – 20 ปี)
  • ค่าฝากครรภ์และตลอดบุตร ไม่เกิน 60,000 บาท
  • ค่ากองทุนสำรองชีพ 15% ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนตามจริง ประกันชีวิต ไม่เกิน 100,000 บาท
  • อื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม การชำระภาษีตามระยะเวลาที่กำหนด และชำระครบเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าปรับที่เพิ่มขึ้น และช่วยให้รัฐนำภาษีไปใช้ในการพัฒนาส่วนกลาง รวมถึงบริการด้านสาธารณะต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินชีวิตได้ดีมากขึ้นนั่นเอง

ความสำคัญของการมีหนังสือรับรองเงินเดือน !

พนักงานเงินเดือน (Salaried Employee) คือบุคคลที่ได้รับค่าจ้างในรูปแบบเงินเดือนที่มีค่าติดต่อกันในระยะเวลาที่กำหนดล่วงหน้า เป็นรายเดือน นอกจากนี้ พนักงานเงินเดือนยังมีสิทธิ์รับประโยชน์อื่น ๆ เช่น การลาพักร้อน การลาป่วย ประกันสุขภาพ และค่าตอบแทนอื่น ๆ ตามนโยบายของบริษัทด้วย

หนังสือรับรองเงินเดือน 

เป็นเอกสารที่ออกโดยนายจ้างหรือบริษัทที่จ้างงาน เพื่อยืนยันรายได้และสถานะงานของพนักงานเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือนมักใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสมัครสินเชื่อที่ธนาคาร หรือเพื่อการยื่นเรื่องการศึกษาต่อหรือสมัครงานในบริษัทใหม่ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงรายได้ที่พนักงานรับจากการทำงานในบริษัทนั้น ๆ

ประโยชน์ของการมีหนังสือรับรองเงินเดือน

  • ช่วยยืนยันรายได้ของพนักงาน
  • ใช่ในการยื่นสมัครงานใหม่
  • ใช้ในการย้ายสถานที่ทำงานใหม่
  • ใช้ในการสมัครสินเชื่อหรือประกัน
  • ใช้ในการยื่นภาษี
  • ใช้ในการยื่นสิทธิประโยชน์
  • ง่ายต่อการเช็คข้อมูลของเงินเดือนที่ได้รับ

อายุการใช้งานของหนังสือรับรองเงินเดือน

  • สำหรับยื่นสมัครบัตรของธนาคาร หรือยื่นขอประกันและสินเชื่อ จะใช้งานได้ไม่เกิน 30 วัน
  • สำหรับหน่วยงานราชการ สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 90 วัน
  • สำหรับยื่อของวีซ่า ใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน และต้องเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด 

หนังสือรับรองเงินเดือน ใครควรออกให้ ?

พนักงานเงินเดือน ไม่สามารถออกหนังสือรับรองเงินเดือนเองได้ แต่ควรออกโดยนายจ้างหรือบริษัทที่จ้างงานพนักงาน นายจ้างหรือบริษัทมีหน้าที่ยืนยันรายได้และสถานะงานของพนักงาน ซึ่งหนังสือรับรองเงินเดือนมักต้องมีลายเซ็นหรือลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ของผู้มีอำนาจในบริษัทหรือองค์กรนั้น ๆ ให้กับพนักงานของตน

ข้อมูลในหนังสือรับรองเงินเดือน

  1. หัวข้อเอกสารคือ “หนังสือรับรองเงินเดือน”
  2. ชื่อและนามสกุล
  3. ชื่อและที่อยู่ของบริษัท
  4. ตำแหน่งงานที่ได้รับ
  5. เงินเดือนที่ได้รับ ไม่รวมโบนัสหรือสวัสดิการอื่น ๆ
  6. ระยะเวลาที่เริ่มทำงาน จนถึงวันที่ยื่นขอหนังสือรับรอง
  7. ใช้เพื่ออะไร เช่น ยื่นหน่วยงานราชการ ยื่นขอทำประกัน เป็นต้น
  8. วันที่ยื่นขอหนังสือรับรองเงินเดือน
  9. ลงชื่อผู้ขอหนังสือรับรองเงินเดือน
  10. ลงชื่อนายจ้างที่มีอำนาจในการออกหนังสือรับรองเงินเดือน
  11. ต้องมีตราประทับของบริษัท 

ดังนั้น ความสำคัญของการมีหนังสือรับรองเงินเดือน คือ เอกสารสำคัญที่ใช้ในการยืนยันรายได้และสถานะงานของพนักงาน มีความสำคัญในกระบวนการสมัครงาน การขอสินเชื่อ การยื่นเรื่องประกันสังคม และสถานการณ์ทางการเงินและการทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของเราได้ดี

นักทำบัญชีฟรีแลนซ์ vs นักทำบัญชีในองค์กร ต่างกันอย่างไร

นักทำบัญชี คือบุคคลหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีและการเงินขององค์กรหรือบริษัท ซึ่งหน้าที่หลักของนักทำบัญชี คือ การบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนสำหรับการรายงานแก่ผู้บริหาร นักลงทุน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นักทำบัญชีฟรีแลนซ์ คือ

คือ บุคคลหรือนักวิชาชีพที่ทำงานเป็นอิสระ ให้บริการทางการบัญชีแก่ลูกค้าหรือองค์กรต่างๆ โดยไม่ต้องเป็นพนักงานประจำในองค์กรใด ๆ นักทำบัญชีฟรีแลนซ์มักมีความเชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีทางการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน การเตรียมเอกสารภาษี และงานที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีและการเงินในองค์กร

นักทำบัญชีในองค์กร คือ

นักทำบัญชีในองค์กร คือบุคคลที่ได้รับการจ้างเป็นพนักงานขององค์กรหรือบริษัท เพื่อดำเนินการทางด้านการบัญชีและการเงินขององค์กรนั้น ๆ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการและบันทึกข้อมูลทางการเงินเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในองค์กร

อยากขึ้นทะเบียนนักทำบัญชี เตรียมตัวยังไง ?

การขึ้นทะเบียน สามารถทำได้ผ่านระบบเว็บไซต์ออนไลน์ได้ โดยจะทำผ่าน เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมนูผู้ทำบัญชี ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ เมื่อทำการลงทะเบียนและได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เลขประจำตัวมาเพื่อใช้แสดงความน่าเชื่อถือว่าเรานั่นเอง

เอกสารสำคัญที่ใช้ในการขึ้นทะเบียน

  1. สำเนาบัตรประชาชน
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. สำเนาวุฒิการศึกษา
  4. รูปถ่ายครึ่งตัว หน้าชัดหลังตรง ไม่มีปิดบังใบหน้า สวมชุดสุภาพ พื้นหลังสีพื้น ไม่มีลวดลาย 
  5. ใบการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
  6. ใบเสร็จค่าสมาชิกสภาวิชาชีพที่ยังไม่หมดอายุ
  7. รายชื่อลูกค้าที่รับทำบัญชี
  8. หลักฐานการพัฒนาความรู้วิชาชีพ (CPD)

สรุปก็คือ นักทำบัญชีฟรีแลนซ์มีความอิสระในการทำงานและให้บริการแก่ลูกค้าจากหลากหลายธุรกิจต่าง ๆ ในขณะที่นักทำบัญชีในองค์กร มักมีบทบาทและความรับผิดชอบในการบัญชีและการเงินขององค์กรโดยเฉพาะ และจำต้องปฏิบัติตามกำหนดที่มีในสถานที่ทำงาน เพื่อให้สะดวกต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำธุรกิจด้านการขนส่ง ต้องเตรียมตัวเสียภาษีอะไรบ้าง

ธุรกิจด้านการขนส่ง เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการขนส่งในทุกด้านของเศรษฐกิจ การขนส่งเป็นส่วนสำคัญของภูมิภาคพาณิชย์และการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจแต่ละแขนงกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและควบคุมกระบวนการขนส่ง เช่น การจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าในเวลาที่กำหนด เป็นต้น

แล้วธุรกิจการขนส่ง ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ?

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เป็นภาษีที่คิดจากมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในกระบวนการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ภาษี VAT ถูกคิดจากมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการซื้อขายและตามท้องถิ่นที่มีกำหนดในแต่ละประเทศค่า ภาษี VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าของธุรกิจส่วนใหญ่นั้นสามารถถูกหักลดหย่อนในกระบวนการซื้อขายในภายหลังได้ และเฉพาะค่าภาษี VAT ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือบริการที่มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อขายของธุรกิจการขนส่ง

  • ภาษีบุคคลธรรมดา

เป็นภาษีที่บุคคลธรรมดาต้องเสียตามรายได้ที่ได้รับต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงรายได้จากธุรกิจการขนส่งหากธุรกิจนั้นถูกดำเนินโดยบุคคลธรรมดา การเสียภาษีบุคคลธรรมดาจะขึ้นอยู่กับกฎหมายและเงื่อนไขภาษีของแต่ละประเทศ และอาจมีการลดหย่อนรายได้ต่าง ๆ ที่อาจช่วยลดจำนวนภาษีที่ต้องเสียลงด้วย

  • ภาษีนิติบุคคล

เป็นภาษีที่บริษัทหรือนิติบุคคลต้องเสียตามกำไรหรือกำไรสุทธิที่ได้รับจากธุรกิจของตน และมีผลกระทบต่อธุรกิจการขนส่งเช่นกัน ภาษีนิติบุคคลจะถูกคำนวณตามกำไรหรือกำไรสุทธิที่ขนส่งสร้างขึ้น โดยมีอัตราภาษีที่กำหนดโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ และอาจมีการลดหย่อนรายได้หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่อาจช่วยลดจำนวนภาษีที่ต้องเสียลงด้วย

  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สำหรับธุรกิจการขนส่ง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจเกี่ยวข้องกับการจ่ายให้กับบุคคลหรือบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การจ้างบริการโรงแรมสำหรับคนขับรถหรือการจ่ายค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการขนส่ง เมื่อธุรกิจการขนส่งจ่ายเงินให้กับบุคคลหรือบริษัทดังกล่าว บางส่วนของเงินจ่ายนี้อาจถูกหักเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย และส่งให้กับหน่วยงานภาษีหรือรัฐบาลตามกฎหมายภาษีที่ใช้ในประเทศนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีในธุรกิจการขนส่ง สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและและเสียภาษีอย่างถูกต้อง การปรึกษาทนายความหรือที่ปรึกษาด้านภาษี ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่น เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่งของเรา รวมถึงประกอบธุรกิจได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

เปิดโอกาสทางธุรกิจในยุคดิจิทัล แค่ใช้โปรแกรมบัญชี ERP กับแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์

ปัจจุบัน ธุรกิจการขายของออนไลน์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพราะคนยุคใหม่เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น และมีแนวโน้มการซื้อหน้าร้านน้อยลง เจ้าของธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนแนวทางการขายจากหน้าร้านค้าเพียงอย่างเดียว มาขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ซื้อ ซึ่งมักนิยมซื้อ-ขายของผ่าน Lazada และ Shopee เป็นหลัก และยังมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เริ่มได้รับความสนใจอย่าง Tiktok และ Line My shop ด้วย

การที่ธุรกิจต้องปรับตัวมาขายออนไลน์ย่อมส่งผลต่อการบริหารจัดการร้านค้าไม่น้อย เพราะมีความซับซ้อนในการจัดการ เช่น การลงสินค้า อัพเดตราคา การดูแลสต็อก และรับออเดอร์ซื้อขาย รวมถึงการจัดส่ง วิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยจัดการความยุ่งยากเหล่านี้ก็คือการเลือกใช้โปรแกรมบัญชี ERP ของ AccCloud ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มร้านค้าได้ง่ายๆ ในไม่กี่ขั้นตอบ

โปรแกรมบัญชี ERP กับแพลตฟอร์มขายออนไลน์

การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชี ERP กับแพลตฟอร์มขายออนไลน์มีประโยชน์มากมาย เหมาะกับผู้ประกอบกิจการขายของออนไลน์ทุกคน ไม่ว่าจะมีสินค้ามากหรือน้อยก็ไม่ต้องกังวลกับจัดการคลังสินค้า เพราะตัวระบบเชื่อมโยงกับร้านค้าได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เรามาดูกันว่า โปรแกรมบัญชี ERP ของ AccCloud สามารถช่วยเหลือในการบริการจัดการร้านค้าได้ยังไงกันบ้าง

  • ตรวจสอบสต็อกสินค้าง่ายดาย

การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชี ERP ของ AccCloud กับแพลตฟอร์มขายออนไลน์จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าได้ตลอด ช่วยให้จัดการปรับจำนวนสต็อกง่าย เช็คสินค้าที่ใกล้จะหมดหรือหมดแล้วได้ทุกเวลา หากร้านค้ามีสินค้าตัวไหนหมดก็จะรู้ได้ทันที

  • ช่วยคำนวณบัญชีจากการขายสินค้า

โปรแกรมบัญชี AccCloud เพิ่มประสิทธิภาพในขายสินค้าด้วยการจัดการบัญชี ช่วยคำนวณรายรับและรายจ่ายจากการขายสินค้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการธุรกิจ

  • ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ

ข้อดีที่มากกว่าการทำบัญชีของโปรแกรมบัญชี AccCloud คือ ช่วยติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าได้อย่างง่ายดาย เช่น ประวัติการสั่งซื้อ แนวโน้มในการซื้อ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

  • เพิ่มความถูกต้องทางการทำบัญชี

ช่วยลดความผิดพลาดทางบัญชี เนื่องจากข้อมูลการขายและการเงินถูกบันทึกอัตโนมัติ แตกต่างจากการทำข้อมูลตัวเลขด้วยตัวเอง ระบบ ERP จะทำให้สามารถรายงานผลการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลว่าตัวเลขบัญชีจะไม่ตรงกัน

  • วิเคราะห์และปรับกลยุทธ์การขายง่ายขึ้น

การเชื่อมต่อโปรแกรมบัญชี ERP จะช่วยให้สามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและเพิ่มยอดขายอย่างครบถ้วน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

หากใครต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการขายสินค้าออนไลน์ผ่าน Shopee, Lazada, Tiktok  หรือ Line การเชื่อมต่อระบบบัญชี ERP กับแพลตฟอร์มขายออนไลน์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตในยุคดิจิทัลนี้มาก เพราะจะช่วยให้สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย เปิดโอกาสในการเพิ่มยอดขายและความสำเร็จในด้านการตลาดออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต

ซอฟต์แวร์ erp ตัวช่วยจัดการธุรกิจเชื่อมต่อบน “แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์”

การทำธุรกิจ E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์มีการการเติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยให้สามารถซื้อขายสินค้าต่างๆ ได้ตลอดเวลาแบบ 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าที่ได้มีการขายบนแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เช่น Shopee Lazada และ Tiktok ที่จะมีลูกค้าสั่งของตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการจัดการข้อมูลที่เป็นระบบชัดเจน ป้องกันความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดไม่ให้เกิดขึ้น แต่บางทีเราก็อาจจะตกหล่นไปบ้าง ทำให้เกิดผลตอบรับในแง่ลบจากผู้ซื้อได้ จะดีกว่าไหมถ้าเราหันมาใช้ตัวช่วยจัดการธุรกิจที่จะทำให้การจัดการธุรกิจของคุณง่ายกว่าที่เคยด้วย “ระบบซอฟต์แวร์ erp ”

ระบบซอฟต์แวร์ ERP คืออะไร 

ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning ซึ่งหมายถึง ซอฟต์แวร์ระบบการเงินที่จะช่วยจัดการวางแผนของการจัดการรูปแบบธุรกิจของคุณ เช่น การผลิต การขาย การสั่งซื้อ การบริการ การเงิน ฯลฯ รวมไปจนถึงกระบวนการต่างๆ ภายในองค์กรธุรกิจ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ภายใน Database หลัก และฝ่ายอื่นๆ ภายในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ทำให้วางแผนการทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์จากการใช้งานระบบซอฟต์แวร์ ERP

การเลือกใช้ระบบ ERP ภายในองค์กรนั้นมีข้อดีมากมาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • การเก็บข้อมูลการทำงานทั้งหมดจากแต่ละฝ่ายภายในองค์กรไว้ในระบบเดียวกัน (Database)
  • การแชร์ทรัพยากรภายใน Database ให้แต่ละฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลและทำงานร่วมกันได้
  • ป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน จากแต่ละหน่วยงาน ด้วยระบบอัพเดตข้อมูลแบบ Real-Time
  • ลดต้นทุนการใช้เครื่องมือช่วยเหลือที่มากเกินความจำเป็น
  • ช่วยให้มองเห็นถึงภาพรวมขององค์กรทั้งหมด ทำให้จัดการวางแผนได้ง่ายขึ้น

การเชื่อมต่อระบบซอฟต์แวร์ ERP กับร้านค้าออนไลน์

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่าการทำร้านค้าออนไลน์ E-commerce ต้องมีการเก็บข้อมูลที่เยอะมากๆ และมีกระบวนการทำงานที่เรียกว่าซับซ้อนเลยก็ว่าได้ ทั้งข้อมูลสินค้า ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการสั่งของจาก Partner ข้อมูลคำสั่งซื้อ และอีกเยอะแยะมากมาย ทำให้ปัจจุบันมีการหันมาใช้ระบบ ERP ร่วมกับแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์มากขึ้น ช่วยรองรับการทำงานแบบรอบด้านได้ดี เช่น เก็บข้อมูลสินค้า คำสั่งซื้อ และข้อมูลของลูกค้า ทำให้รูปแบบการทำงานโอกาสเกิดข้อมผิดพลาดน้อยลง และจัดการดูแลข้อมูลได้ง่าย เมื่อเทียบกับการทำแบบแยกแพลตฟอร์มที่อาจเกิดการพิมพ์คำสั่งซื้อซ้ำหรือข้อมูลคำสั่งซื้อตกหล่นได้ ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงลบตามมา

การเตรียมความพร้อมก่อนใช้ระบบซอฟต์แวร์ ERP

ก่อนที่จะเริ่มใช้ระบบ ERP กับแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ ควรเริ่มศึกษาข้อมูลก่อนว่าธุรกิจจะเข้ากับการทำงานของระบบ ERP ได้ไหม และถ้ามั่นใจแล้วว่าจะทำการใช้ระบบ ERP ก็ต้องมีการเริ่มเตรียมความพร้อมก่อนเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ ดังนี้

  1. การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Database 
  2. จัดการวางแผนขั้นตอนการทำงาน
  3. ตรวจสอบปัญหาที่พบในขั้นตอนการทำงาน (ก่อนใช้ระบบ ERP)
  4. เลือกใช้ระบบ ERP ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุด

เลือกใช้โปรแกรม Acccloud ERP เป็นตัวช่วยจัดการธุรกิจของคุณ

โปรแกรมบัญชี Acccloud ERP เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ธุรกิจขสามารถจัดระเบียบการทำบัญชีได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ และมีคุณภาพเทียบเท่าโปรแกรม ERP ในเกรดราคาประหยัด เข้าถึงได้ง่าย แต่คุณภาพดีเยี่ยม พร้อมเชื่อมต่อระบบช่องทางการขายออนไลน์

โปรแกรมบัญชี Acccloud ERP เชื่อมต่อแพลตฟอร์มอะไรได้บ้าง

การเชื่อมต่อระบบ ERP กับแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ทำได้หลายช่องทาง และช่วยให้รูปแบบการทำงานสะดวก ง่ายขึ้น ไม่ยุ่งยาก แล้วมีแพลตฟอร์มไหนบ้างที่โปรแกรมบัญชี Acccloud ERP เชื่อมต่อได้บ้าง มาดูกัน

แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์

ดึงข้อมูลยอดขายจาก ร้านค้าออนไลน์ และเชื่อมโยงอัตโนมัติ มายังโปรแกรมบัญชี AccCloud ERP ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูสถานะของคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ ได้ตลอดเวลาที่จะมีการเชื่อมโยงระบบ และสามารถ Update ข้อมูล Stock สินค้าย้อนกลับไปยังคลังได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องไปบันทึกข้อมูลซ้ำอีกรอบนึง ได้แก่

  • Lazada
  • Shopee 
  • Tiktok 
  • LINE MyShop

แพลตฟอร์มบริการขนส่งสินค้า

ระบบสามารถทำการเรียกรถขนส่ง โดยทางเราไปเชื่อม API กับ shippop.com ซึ่งสามารถเรียกรถขนส่งสินค้าจากระบบ AccCloud ได้ เช่น ไปรษณีย์ไทย, Flash, Kerry, DHL และ Lalamove 

ซอฟต์แวร์ ERP เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรให้ดีขึ้นได้ องค์กรใดที่กำลังมองหาแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงาน ควรพิจารณาการนำซอฟต์แวร์ ERP เข้ามาช่วยงาน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โปรแกรมบัญชี Acccloud ERP เพิ่มเติมได้ที่ https://acccloud.tech/ และสำหรับใครที่สนใจสามารถ ทดลองใช้โปรแกรม Acccloud ERP ได้ฟรี!! ก่อนตัดสินใจซื้อ >> คลิก

Education Template

Scroll to Top